
เพราะ หนังสือ
"สัมมนาน่าสนุก" ที่ผมเคยเขียนไว้ตั้งแต่ตุลาคม พ.ศ. 2551 มีผู้สนใจซื้อไปอ่านกันมาก แต่ส่วนใหญ่แล้วจะเป็นการซื้อไปอ่านกันเอง หรือ ซื้อเป็นคู่มือแจกให้กับนักศึกษา ปริญญาตรี ตามมหาวิทยาลัย ถ้าจะโทรศัพท์มาหาผม ก็เป็นเรื่องให้ช่วยประสานงานกับการสั่งซื้อกับโรงพิมพ์ผู้จัดจำหน่าย ในกรณีที่สั่งซื้อจำนวนมากๆ
เพิ่งจะมีแปลกออกไป ก็เมื่อราวเดือนมกราคม 2553 มีเจ้าหน้าที่จากกรมพัฒนาการแพทย์แผนไทย และการแพทย์ทางเลือก กระทรวงสาธารณสุข ที่อ่านแล้วโดนใจ เลยโทรศัพท์มาชวนให้ผมไปร่วมบรรยาย ด้วยการตั้งชื่อหัวข้อว่า
"เทคนิคการจัดสัมมนาแบบมืออาชีพ" ในวันอังคารที่ 23 กุมภาพันธ์ 2553 (อบรมทั้งวัน)
หัวข้อนี้ไม่น่าหนักใจเท่าไหร่ เพราะเนื้อหาส่วนใหญ่เขียนเองกับมือ แถมมีเวลาเตรียมงานเป็นเดือน แต่ที่น่าหนักใจคือ วันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2553 ทางผู้จัดเพิ่งจะมอบความไว้วางใจให้ไปบรรยายเรื่อง
"การทำงานเป็นทีม, การขจัดความขัดแย้งอย่างสร้างสรร และการจัดกิจกรรมสันทนาการเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการอบรม" ในวันจันทร์ที่ 22 กุมภาพันธ์ 2553 ช่วงตั้งแต่บ่ายโมงถึงห้าโมงเย็น
เดิมทีวันนี้เป็นวันครบรอบวันเกิดคุณแม่ ผมตั้งใจจะไปเลี้ยงฉลอง.. เลยอาสาว่าจะหาวิทยากรแทนให้ โดยลืมไปจริงๆ ว่ามีเวลาเพียง 2 วันเท่านั้น คือ เสาร์-อาทิตย์
วิทยากรที่ผมจะผลักภาระให้ ดันไม่ว่าง!
ผมรีบโทรศัพท์ไปเพื่อแจ้งให้เขาหาคนอื่นแทน....
แต่ เจ้าหน้าที่ฯ ก็ลืมโทรศัพท์มือถือเหมือนกัน คือเธอเป็นคนที่มั่นใจว่าถ้าบอกอะไรแล้วผมรับปากแปลว่า
"ไม่ต้องห่วง สบายใจได้"ผมเลยต้องเตรียมข้อมูล ทั้งเคาะจากประสบการณ์ตรง คุ้ยจากอินเทอร์เน็ต พิมพ์ออกมาเป็นปึกๆ แล้วมากลั่นกรอง สังเคราะห์ ยิ่งค้น ยิ่งรู้สึกสนุกกับหัวข้อนี้ครับ (เราควรจะมองสิ่งใหม่ๆ เป็นเรื่องท้าทาย)
คืนวันเสาร์ไปเดินซื้อของ ที่คลองถม คนแน่นเหมือนเคย ได้ดีวีดีหนังราคาถูกมา 5 แผ่น แต่ก็ต้องแลกด้วยโทรศัพท์มือถือที่ถูกฉกไป เพราะทันทีที่หาย ผมพยายามโทรศัพท์เข้าเครื่องตัวเอง แต่ไม่มีสัญญาณตอบรับ
เบอร์ทั้งหมดของคนที่รู้จัก อันตธานไปพร้อมกับเครื่องโซนี่ อิริคสัน....
กลับมารีบอีเมลไปสอบถามเบอร์โทรศัพท์เพื่อนๆ ทุกคนที่รู้จัก รวมทั้งเจ้าหน้าที่ ผุ้จัดด้วย....
วันอาทิตย์ "อินเทอร์เน็ต" ที่บ้านดันล่ม! (โชคร้ายมักไม่มาครั้งเดียว)
ช่วงเช้าเลยรีบไปซื้อโทรศัพท์ใหม่ เผื่อว่า เจ้าหน้าที่ผู้จัดฯ จะโทรศัพท์กลับมา
ระหว่างรอ เลยตัดสินใจโทรไปบอกคุณพ่อ ว่าขอไปฉลองครบรอบวันเกิดแม่ สัปดาห์หน้า!!!
รับปากว่า "ค่าตัว" ที่ได้มาวันจันทร์ที่ 22 กุมภาพันธ์ 2553 จะยกให้คุณแม่หมดเลย!
พอถึงวันอาทิตย์ เจ้าหน้าที่ผู้จัดโทรมายืนยัน ผมตอบตกลง เธอยังมีน้ำใจว่า "อาจารย์ต้องบรรยาย 2 วันติดต่อ จะพักที่โรงแรมพักพิงคืนนึงก็ได้ จะได้ไม่ต้องเหนื่อยเดินทาง"
ผมขอบคุณ ในน้ำใจ หายเหนื่อยเป็นปลิดทิ้งเลยครับ (โชคดีเริ่มแซงคิวเข้ามาบ้างแล้ว)
การบรรยายในวันแรก (22 กพ.) มีผู้เข้าร่วมฟังถึง 88 ท่าน เป็นบุคคลากรด้านการบริหารจัดการ, ผู้ประสานงานศูนย์การฝึกอบรมผู้ช่วยแพทย์แผนไทยในส่วนภูมิภาค ที่เดินทางมาจากทั่วประเทศ
ต้องขอชมว่า ผู้เข้าอบรมกลุ่มนี้เป็นผู้ที่ติดตามการบรรยายอย่างใกล้ชิด ตอนท้ายเปิดโอกาสให้สอบถาม พวกเขาก็ซักถึงปัญหาที่ผมมองข้ามไป แต่ให้เป็นโจทย์ไว้ เช่น.....ความผิดพลาดของกล่องกล้วยตาก, ปริศนาตัวเลข "ครบ 7 คมเห็นนมนอนกิน" หรือแม้แต่ วิธีขจัดความขัดแย้ง ระหว่างความร่วมมือกับการประนีประนอมนั้นมีความแตกต่างกันอย่างไร ?
เรื่องเหล่านี้ คนไม่ละเอียดคงหลงลืมไปแล้ว เพราะหัวข้อที่บรรยายและกิจกรรมที่เขาต้องร่วมทีมร่วมทำกันนั้น ผมว่ามีอยู่เยอะพอสมควร บางครั้งจึงต้องผ่อนคลายด้วยการชวนร้องเพลง...
ปิดท้ายผมบอกผู้จัดว่าควรทำใบประเมิน เพราะพรุ่งนี้ (23 กพ.) ผมต้องบรรยายอีก จะได้รู้ว่า "พวกเขาต้องการอะไร" จะได้ปรับให้ถูกใจยิ่งขึ้น ผู้จัดจึงแจกกระดาษเปล่าให้ผู้เข้าร่วมเปิดโอกาสวิพากษ์วิทยากรบ้าง

ระหว่างอาหารค่ำ มีผู้เข้าอบรมท่านหนึ่งให้ดูสมุดที่จดเนื้อหาคำบรรยายของผม เขาบอกว่ามาจากพัทลุงและจะนำสาระบางส่วนไปใช้บรรยายให้กับชุมชน ซึ่งผมก็อนุญาติด้วยความยินดี
ทีมงานยังพาไปเที่ยวพันธ์ทิพย์ งามวงศ์วาน ผมไปตอนทุ่มเศษๆ แต่ร้านชั้นบนส่วนใหญ่ทะยอยกันปิดแล้ว เนื่องจากลูกค้าเดินน้อยมาก
กลับถึงห้องสามทุ่ม, เช็คเมลที่โรงแรมพักพิง อิงทาง บูติค โฮเทล เสร็จเกือบสี่ทุ่มจะเข้านอน มีโทรศัพท์เข้ามาที่มือถือ(ใหม่) แสดงความจำนงค์ว่าต้องการซื้อเครื่องโปรเจคเตอร์ !!!
ผมขอผลัดไปวันอื่น แต่เขาบอกว่า "มีความจำเป็น" เพราะต้องใช้บรรยายพรุ่งนี้เช้า เลยบอกเขาว่าตอนนี้ผมอยู่ที่งามวงศ์วาน 19 ส่วนเครื่องอยู่ที่พระราม 9 ถ้าจะเอาจริงๆ ต้องมารับผมที่นี่ จะได้ไปเอาเครื่องให้เขาได้ โดยผมจะยอมลดให้ 200 บาทเพือเป็นค่าใช้จ่ายในการเดินทางของเขา
เขาตอบตกลง แล้วก็มารับผมไปที่บ้าน หลังจากจัดการเช็คเครื่องให้เขาเรียบร้อย ผมก็ปิดการขาย...
เกรงใจเขา เลยเรียกแท๊กซี่นั่งกลับมานอนที่โรงแรมเหมือนเดิม
เรื่องนี้มีหลายแง่มุมให้คิดว่า ชีวิตคนเราก็ไม่ได้แย่ตลอดไป (โทรศัพท์มือถือถูกขโมย) แต่เวลาที่เผชิญกับวิกฤติ ต้องรีบคิดวิธีแก้ไขปัญหา (รีบซื้อใหม่) เพราะบางครั้ง "โชคดี" ก็กำลังมารอเคาะประตู....
แต่เราจะรู้แล้วเปิดรับหรือไม่ !? (การขึ้นรถไปกับคนแปลกหน้ายามวิกาล ก็ถือเป็นความเสี่ยงอย่างหนึ่ง สุภาพสตรีไม่ควรเลียนแบบ หรือหากจำเป็นจริงๆ ควรหาเพื่อนไปด้วย )
ปล. หลังจากบรรยายเสร็จทั้งสองวัน ผมเพิ่งรู้จักเจ้าของโรงแรมพักพิง อิงทาง บูติค โฮเตล อำเภอเมือง จังหวัดนนทบุรี ปรากฏว่า เขาเป็นเพื่อนเรียนหนังสือสมัย ปวช. ที่วิทยาเขตพณิชยการพระนครมาด้วยกัน !!