วันอาทิตย์ที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

ไฟฉายแบบชาร์จไฟบ้าน

กระบอกไฟฉายสมัยก่อนใช้ถ่านแบตตารี่ พอใช้ไฟจากถ่านหมด ถ่านก็จะกลายเป็นขยะ แล้วก็ทำท่าว่าจะล้นโลกในอนาคตได้ เลยมีคนคิดแบตตารี่ที่สามารถชาร์จจากไฟบ้านได้ แต่ปัญหาอยู่ตรงที่ว่า "ไฟฉายประเภทชาร์จไฟบ้านได้" นั้น แม้จะช่วยลดขยะให้โลก แต่หากไม่ได้มาตรฐาน "อันตราย" นั้นร้ายแรงกว่า ถ่านไฟฉายก้อนหลายเท่านัก

กระบอกไฟฉายประเภทชาร์จไฟบ้าน ในปัจจุบันกำลังเป็นที่นิยม เนื่องจากราคาถูก และไม่ต้องเสียเวลาไปซื้อถ่านก้อนมาใช้ กรณีล่าสุดผมได้รับฟอร์เวิล์ดเมลจากน้องชาย เตือนให้ระวังถึงอันตรายข้อนี้ จึงอยากนำมาเผยแพร่ให้ผู้อ่านรับทราบในวงกว้าง เพื่อช่วยกันป้องกัน"มหันตภัย" ที่อาจเกิดขึ้น หากชะล่าใจเกินไป

ไม่อยากไฟไหม้บ้านต้องอ่าน!!!!!

ผมเป็นคนชอบ”ไฟฉาย”มากๆ และตามท้องตลาดเดี๋ยวนี้ก็มี”ไฟฉาย”ที่ผลิตมาจาก”จีน”มากมาย โดยเฉพาะชนิดที่ชาร์ทแบตเตอรี่กับไฟบ้านได้นั่นแหละผมชอบซื้อมาใช้จริงๆ ราคาก็ประมาณกระบอกละ 100-150 บาท
เช้าวันนั้นประมาณกลางเดือนตุลาคม 2552 นี้ที่ผ่านมา ผมตื่นขึ้นมาก็เอาไฟฉายไปเสียบชาร์ทแบตกับปลั๊กแล้วก็เดินไปเข้าห้องน้ำ ทำธุระส่วนตัวแล้วก็กินกาแฟ สักพักก็ได้กลิ่นไหม้โชยมาพร้อมกับเขม่าสีดำ ในใจก็นึกไปว่า...คงเป็นการเผาขยะจากข้างบ้านเพราะเค้ามักจะเผาอยู่บ่อยๆ แต่ก็ยิ่งแปลกใจเพราะว่าทำไม่มันกลิ่นแรงและมีเขม่าเข้ามามากอย่างนี้ และดูเหมือนเขม่าจะออกมาจากจุดที่ผมชาร์ไฟฉายเอาไว้ ผมเลยรีบเดินมาดูตรงจุดที่ชาร์ทไฟฉายเอาไว้ ...

ปรากฏว่าเปลวไปกำลังลุกติดปลั๊ก ลามมาติดชั้นลิ้นชักพลาสติกอย่างน่ากลัว ตอนนั้นรู้สึกตกใจมากแต่ก็พยายามคุมสติ แล้วก็รีบวิ่งไปเอาหม้อที่แขวนไว้ตักน้ำจากถังมาดับได้ทันที

หากผมเห็นช้ากว่านี้แค่ไม่กี่นาที ป่านนี้ผมคงไม่มีบ้านอยู่แล้ว เพราะจุดที่ผมชาร์ทไฟฉายมีทั้งลิ้นชักพลาสติก หนังสือ กระดาษต่างๆและเสื้อผ้าที่ล้วนแต่เป็นเชื้อไฟอย่างดี

ผมจึงอยากขอเตือนเพื่อนๆทุกคนที่ซื้อสินค้าจาก”จีน” ชนิดที่ชาร์ทแบตเตอี่กับไฟบ้านได้ ไม่ว่าจะเป็น ไฟฉาย.ไม้ตียุง.โคมไฟหรือแม้กระทั่งแบตฯมือถือ ของพวกนี้มีอันตรายอย่างคาดไม่ถึง อาจทำให้ไฟไหม้บ้านง่ายๆ ทางที่ดีอย่าไปซื้อมาใช้เลย หรือถ้าใครซื้อมาใช้แล้วถ้าจะชาร์ทไฟก็ขอให้นำมาชาร์ทตรงที่โล่ง ไม่มีสิ่งใดติดไปได้ และที่พลาดไม่ได้คือ......”ต้องนั่งเฝ้า อย่าให้คลาดสายตาในขณะที่เสียบชาร์ทไฟ” แบตฯพวกนี้ชาร์ทประมาณ30นาทีก็เต็มแล้วเพราะเป็นแบตฯคุณภาพต่ำมากๆ

ช่วยfowordเมล์นี้ไปบอกเตือนเพื่อนๆให้ได้มากที่สุดนะครับ อย่างน้อยก็เพื่อป้องกันไม่ให้ไฟไหม้บ้านเพื่อนๆและยังได้บุญกุศลด้วยครับ
ขอบคุณครับ

วันเสาร์ที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

สัมภาษณ์ผู้เข้าร่วมโครงการ NEC

วันเสาร์ที่ 27 กุมภาพันธ์ 2553 ผมได้รับเกียรติจากผู้บริหารโครงการ NEC ของเอแบคให้เข้ามาร่วมเป็นกรรมการสัมภาษณ์เพื่อคัดเลือกผู้เข้าร่วมโครงการเสริมสร้างผู้ประกอบการใหม่ (NEC) ที่เอแบคจะจัดอบรมขึ้นในราวปลายเดือนมีนาคม 2553

วันนี้มีผู้สมัครสิบกว่าคน ต้องยอมรับว่าอดีตที่ผ่านมาเคยแต่สอบสัมภาษณ์คนเพื่อรับเข้าทำงาน แต่พอต้องสัมภาษณ์คนเพื่อมาเรียนเป็นเถ้าแก่ใหม่ ครั้งนี้ต้องถือเป็นครั้งแรก...

วัตถุประสงค์ของการสอบสัมภาษณ์ที่ผมตั้งธงไว้ก็คือเรื่องของ "ทัศนคติ" เป็นสำคัญ ไม่ใช่วัดเรื่องความสามารถหรือการจัดการ เพราะเรื่องเหล่านี้สอนกันได้ แต่อยากเห็นความมุ่งมั่น สนใจที่จะเรียนอย่างต่อเนื่อง

บางคนแสดงออกอย่างแรงกล้า เลื่อนไฟต์บินที่จะพาคุณแม่ไปต่างประเทศออกไป เมื่ออ่านหลักสูตรแล้วพบว่าวันเรียนกับวันทัวร์ตรงกัน

ผู้สมัครเข้าสัมภาษณ์วันนี้มีหลายระดับ หลายอายุ (25 ปี - 45 ปี) และหลากวุฒิการศึกษา ตั้งแต่ระดับอนุปริญญาไปจนถึงระดับปริญญาโท จากประเทศสหรัฐอเมริกา หรืออังกฤษ

คนที่จบน้อยนั้นชดเชยความรู้ด้วยประสบการณ์ทำงาน อ่อนน้อม และพร้อมที่จะเรียนรู้ แต่ผู้ที่จบสูงกว่าบางท่าน ผมยังเป็นกังวลว่า เข้าใจความเป็นเจ้าของธุรกิจได้เพียงไหน ?
คำตอบที่ว่า มาเรียนเพราะบ้านใกล้
คำตอบที่นึกไม่ออกว่าหากมีทุนสนับสนุนห้าพันบาทจะนำไปลงทุนทำอะไร?
หรือแม้แต่ "ธุรกิจในใจ" ที่คิดว่ามีอยู่แล้ว พอซักเข้าจริงๆ ก็เป็นข้อมูลที่เลื่อนลอย และขาดการศึกษามาอย่างแท้จริง!
การเป็น "เจ้าของธุรกิจ" นั้น ต้องเริ่มที่ "ใจ"
หาก "ใจสู้" เสียแล้ว !!!
"หนทาง" หรือ "ขนาดทุน" ก็ไม่ใช่อุปสรรค เพราะสิ่งเหล่านี้หา "คำตอบ" ได้จากการเข้าร่วมอบรมครั้งนี้
วันนี้ต้องลองสำรวจ "ใจ" ตัวเองก่อนครับว่า "สู้จริงหรือเปล่า?"
หากพร้อมแล้ว แต่ยังขาดความรู้ ขาดที่ปรึกษา ผมก็อยากแนะนำให้มาลองสมัครเรียนโครงการ NEC ที่เอแบค ลองโทรติดต่อตรงที่ อ.หยก หมายเลข 0816941428
จองที่นั่งแล้วมาถามใจกันลึกๆ แบบวันนี้
บางทีคุณจะเข้าใจตัวเองมากขึ้นว่า เหมาะกับการเป็น "เถ้าแก่มือใหม่" แค่ไหนกัน!?!

วันศุกร์ที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

สัมมนาอย่างมืออาชีพ

เพราะ หนังสือ "สัมมนาน่าสนุก" ที่ผมเคยเขียนไว้ตั้งแต่ตุลาคม พ.ศ. 2551 มีผู้สนใจซื้อไปอ่านกันมาก แต่ส่วนใหญ่แล้วจะเป็นการซื้อไปอ่านกันเอง หรือ ซื้อเป็นคู่มือแจกให้กับนักศึกษา ปริญญาตรี ตามมหาวิทยาลัย ถ้าจะโทรศัพท์มาหาผม ก็เป็นเรื่องให้ช่วยประสานงานกับการสั่งซื้อกับโรงพิมพ์ผู้จัดจำหน่าย ในกรณีที่สั่งซื้อจำนวนมากๆ

เพิ่งจะมีแปลกออกไป ก็เมื่อราวเดือนมกราคม 2553 มีเจ้าหน้าที่จากกรมพัฒนาการแพทย์แผนไทย และการแพทย์ทางเลือก กระทรวงสาธารณสุข ที่อ่านแล้วโดนใจ เลยโทรศัพท์มาชวนให้ผมไปร่วมบรรยาย ด้วยการตั้งชื่อหัวข้อว่า "เทคนิคการจัดสัมมนาแบบมืออาชีพ" ในวันอังคารที่ 23 กุมภาพันธ์ 2553 (อบรมทั้งวัน)

หัวข้อนี้ไม่น่าหนักใจเท่าไหร่ เพราะเนื้อหาส่วนใหญ่เขียนเองกับมือ แถมมีเวลาเตรียมงานเป็นเดือน แต่ที่น่าหนักใจคือ วันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2553 ทางผู้จัดเพิ่งจะมอบความไว้วางใจให้ไปบรรยายเรื่อง "การทำงานเป็นทีม, การขจัดความขัดแย้งอย่างสร้างสรร และการจัดกิจกรรมสันทนาการเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการอบรม" ในวันจันทร์ที่ 22 กุมภาพันธ์ 2553 ช่วงตั้งแต่บ่ายโมงถึงห้าโมงเย็น

เดิมทีวันนี้เป็นวันครบรอบวันเกิดคุณแม่ ผมตั้งใจจะไปเลี้ยงฉลอง.. เลยอาสาว่าจะหาวิทยากรแทนให้ โดยลืมไปจริงๆ ว่ามีเวลาเพียง 2 วันเท่านั้น คือ เสาร์-อาทิตย์

วิทยากรที่ผมจะผลักภาระให้ ดันไม่ว่าง!

ผมรีบโทรศัพท์ไปเพื่อแจ้งให้เขาหาคนอื่นแทน....

แต่ เจ้าหน้าที่ฯ ก็ลืมโทรศัพท์มือถือเหมือนกัน คือเธอเป็นคนที่มั่นใจว่าถ้าบอกอะไรแล้วผมรับปากแปลว่า "ไม่ต้องห่วง สบายใจได้"

ผมเลยต้องเตรียมข้อมูล ทั้งเคาะจากประสบการณ์ตรง คุ้ยจากอินเทอร์เน็ต พิมพ์ออกมาเป็นปึกๆ แล้วมากลั่นกรอง สังเคราะห์ ยิ่งค้น ยิ่งรู้สึกสนุกกับหัวข้อนี้ครับ (เราควรจะมองสิ่งใหม่ๆ เป็นเรื่องท้าทาย)

คืนวันเสาร์ไปเดินซื้อของ ที่คลองถม คนแน่นเหมือนเคย ได้ดีวีดีหนังราคาถูกมา 5 แผ่น แต่ก็ต้องแลกด้วยโทรศัพท์มือถือที่ถูกฉกไป เพราะทันทีที่หาย ผมพยายามโทรศัพท์เข้าเครื่องตัวเอง แต่ไม่มีสัญญาณตอบรับ
เบอร์ทั้งหมดของคนที่รู้จัก อันตธานไปพร้อมกับเครื่องโซนี่ อิริคสัน....

กลับมารีบอีเมลไปสอบถามเบอร์โทรศัพท์เพื่อนๆ ทุกคนที่รู้จัก รวมทั้งเจ้าหน้าที่ ผุ้จัดด้วย....

วันอาทิตย์ "อินเทอร์เน็ต" ที่บ้านดันล่ม! (โชคร้ายมักไม่มาครั้งเดียว)

ช่วงเช้าเลยรีบไปซื้อโทรศัพท์ใหม่ เผื่อว่า เจ้าหน้าที่ผู้จัดฯ จะโทรศัพท์กลับมา

ระหว่างรอ เลยตัดสินใจโทรไปบอกคุณพ่อ ว่าขอไปฉลองครบรอบวันเกิดแม่ สัปดาห์หน้า!!!

รับปากว่า "ค่าตัว" ที่ได้มาวันจันทร์ที่ 22 กุมภาพันธ์ 2553 จะยกให้คุณแม่หมดเลย!

พอถึงวันอาทิตย์ เจ้าหน้าที่ผู้จัดโทรมายืนยัน ผมตอบตกลง เธอยังมีน้ำใจว่า "อาจารย์ต้องบรรยาย 2 วันติดต่อ จะพักที่โรงแรมพักพิงคืนนึงก็ได้ จะได้ไม่ต้องเหนื่อยเดินทาง"

ผมขอบคุณ ในน้ำใจ หายเหนื่อยเป็นปลิดทิ้งเลยครับ (โชคดีเริ่มแซงคิวเข้ามาบ้างแล้ว)

การบรรยายในวันแรก (22 กพ.) มีผู้เข้าร่วมฟังถึง 88 ท่าน เป็นบุคคลากรด้านการบริหารจัดการ, ผู้ประสานงานศูนย์การฝึกอบรมผู้ช่วยแพทย์แผนไทยในส่วนภูมิภาค ที่เดินทางมาจากทั่วประเทศ

ต้องขอชมว่า ผู้เข้าอบรมกลุ่มนี้เป็นผู้ที่ติดตามการบรรยายอย่างใกล้ชิด ตอนท้ายเปิดโอกาสให้สอบถาม พวกเขาก็ซักถึงปัญหาที่ผมมองข้ามไป แต่ให้เป็นโจทย์ไว้ เช่น.....ความผิดพลาดของกล่องกล้วยตาก, ปริศนาตัวเลข "ครบ 7 คมเห็นนมนอนกิน" หรือแม้แต่ วิธีขจัดความขัดแย้ง ระหว่างความร่วมมือกับการประนีประนอมนั้นมีความแตกต่างกันอย่างไร ?

เรื่องเหล่านี้ คนไม่ละเอียดคงหลงลืมไปแล้ว เพราะหัวข้อที่บรรยายและกิจกรรมที่เขาต้องร่วมทีมร่วมทำกันนั้น ผมว่ามีอยู่เยอะพอสมควร บางครั้งจึงต้องผ่อนคลายด้วยการชวนร้องเพลง...

ปิดท้ายผมบอกผู้จัดว่าควรทำใบประเมิน เพราะพรุ่งนี้ (23 กพ.) ผมต้องบรรยายอีก จะได้รู้ว่า "พวกเขาต้องการอะไร" จะได้ปรับให้ถูกใจยิ่งขึ้น ผู้จัดจึงแจกกระดาษเปล่าให้ผู้เข้าร่วมเปิดโอกาสวิพากษ์วิทยากรบ้าง


ระหว่างอาหารค่ำ มีผู้เข้าอบรมท่านหนึ่งให้ดูสมุดที่จดเนื้อหาคำบรรยายของผม เขาบอกว่ามาจากพัทลุงและจะนำสาระบางส่วนไปใช้บรรยายให้กับชุมชน ซึ่งผมก็อนุญาติด้วยความยินดี

ทีมงานยังพาไปเที่ยวพันธ์ทิพย์ งามวงศ์วาน ผมไปตอนทุ่มเศษๆ แต่ร้านชั้นบนส่วนใหญ่ทะยอยกันปิดแล้ว เนื่องจากลูกค้าเดินน้อยมาก

กลับถึงห้องสามทุ่ม, เช็คเมลที่โรงแรมพักพิง อิงทาง บูติค โฮเทล เสร็จเกือบสี่ทุ่มจะเข้านอน มีโทรศัพท์เข้ามาที่มือถือ(ใหม่) แสดงความจำนงค์ว่าต้องการซื้อเครื่องโปรเจคเตอร์ !!!

ผมขอผลัดไปวันอื่น แต่เขาบอกว่า "มีความจำเป็น" เพราะต้องใช้บรรยายพรุ่งนี้เช้า เลยบอกเขาว่าตอนนี้ผมอยู่ที่งามวงศ์วาน 19 ส่วนเครื่องอยู่ที่พระราม 9 ถ้าจะเอาจริงๆ ต้องมารับผมที่นี่ จะได้ไปเอาเครื่องให้เขาได้ โดยผมจะยอมลดให้ 200 บาทเพือเป็นค่าใช้จ่ายในการเดินทางของเขา

เขาตอบตกลง แล้วก็มารับผมไปที่บ้าน หลังจากจัดการเช็คเครื่องให้เขาเรียบร้อย ผมก็ปิดการขาย...

เกรงใจเขา เลยเรียกแท๊กซี่นั่งกลับมานอนที่โรงแรมเหมือนเดิม

เรื่องนี้มีหลายแง่มุมให้คิดว่า ชีวิตคนเราก็ไม่ได้แย่ตลอดไป (โทรศัพท์มือถือถูกขโมย) แต่เวลาที่เผชิญกับวิกฤติ ต้องรีบคิดวิธีแก้ไขปัญหา (รีบซื้อใหม่) เพราะบางครั้ง "โชคดี" ก็กำลังมารอเคาะประตู....

แต่เราจะรู้แล้วเปิดรับหรือไม่ !? (การขึ้นรถไปกับคนแปลกหน้ายามวิกาล ก็ถือเป็นความเสี่ยงอย่างหนึ่ง สุภาพสตรีไม่ควรเลียนแบบ หรือหากจำเป็นจริงๆ ควรหาเพื่อนไปด้วย )

ปล. หลังจากบรรยายเสร็จทั้งสองวัน ผมเพิ่งรู้จักเจ้าของโรงแรมพักพิง อิงทาง บูติค โฮเตล อำเภอเมือง จังหวัดนนทบุรี ปรากฏว่า เขาเป็นเพื่อนเรียนหนังสือสมัย ปวช. ที่วิทยาเขตพณิชยการพระนครมาด้วยกัน !!

วันอังคารที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

ICE รับสมัคร ผู้สนใจทำธุรกิจ หรือมีแนวคิดอยากเป็นเจ้าของธุรกิจ!


ศูนย์สร้างสรรค์นวัตกรรมทางธุรกิจ (ICE CENTER) มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ (หัวหมาก) ร่วมกับ กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม จัดเปิดอบรมโครงการ เสริมสร้างผู้ประกอบการใหม่ ปี 2553 (New Entrepreneurs Creation: NEC) โดยวิทยากร และทีมที่ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญธุรกิจจากทุกสาขา อาทิ ดร.สุกิตติ เอื้อมหเจริญ นักพัฒนายุทธศาสตร์ธุรกิจ, อ.เจิดศิริ สุขเสริม ผู้เชี่ยวชาญด้านทรัพยากรบุคคล, อ.ธีรเสรฐ์ ศิรธนานนท์ อดีตซีเอฟโอจากบริษัทชั้นนำ ร่วมด้วย อ.สิทธิเดช ลีมัคเดช ผู้เขียนหนังสือ “คิดได้ขายเป็นบนโลกออนไลน์” และ อ. อรนุช ว่องพิริยพงศ์ ผู้ชำนาญการด้านงานผลิตและควบคุมคุณภาพ อบรมเฉพาะวันเสาร์-อาทิตย์ ที่วิทยาเขตหัวหมาก เวลา 9.00-17.00 น. เริ่มปลายเดือนมีนาคม 2553 เปิดรับสมัครตั้งแต่วันนี้ถึงวันที่ 5 มีนาคม 2553 (รับจำนวนจำกัด)

ผู้สมัครต้องมีอายุไม่ต่ำกว่า 20 ปี และไม่เกิน 60 ปี จบการศึกษาระดับ ประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) หรือเทียบเท่าขึ้นไป ไม่ว่าจะเป็นนักศึกษาจบใหม่, ผู้ว่างงาน, ทายาทธุรกิจ, ผู้ประกอบการที่มีความต้องการบ่มเพาะความรู้เพื่อสร้างธุรกิจให้เติบโตอย่างมั่นคงหรือพนักงานทั่วไปที่มีความประสงค์จะสร้างธุรกิจของตัวเองในอนาคต ผู้สนใจสามารถสมัครเข้าร่วมโครงการโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย โดยสามารถติดต่อขอรับสมัครได้ตามช่องทาง ดังนี้

1. ขอรับใบสมัครโดยตรงได้ที่ ศูนย์สร้างสรรค์นวัตกรรมทางธุรกิจ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ
อาคาร เอ ชั้น 11 เลขที่ 592/3 ถนนรามคำแหง 24 แขวงหัวหมาก เขตบางกะปิ กทม. 10240, เบอร์โทร 02-7191051, 02-3004546-62 ต่อ 1329 โทรสาร 02-7191960

2. สามารถdownload ใบสมัครจาก http://www.icecenter.au.edu/ หรือ http://nec.dip.go.th/

3. สมัคร online ได้จาก เวปไซต์ http://nec.dip.go.th/

และสามารถยื่นใบสมัครโดยช่องทางดังนี้
1. ยื่นใบสมัครโดยตรงหรือส่งเอกสารทางไปรษณีย์ได้ที่ศูนย์สร้างสรรค์นวัตกรรมทางธุรกิจ
2. สมัคร onlineทางเวปไซต์ http://nec.dip.go.th/

วันพุธที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

ทำวันละนิด ดีกว่าคิดทุกวัน

ต้น เลกาซี่ ที่ประธานNEC รุ่น 4 จะเร ค้ำจุนให้ผมมาตั้งแต่ปีที่แล้ว เริ่มแตกกอ กระถางเดิมชักแน่น เลยอยากจะทำการแยกกอออกมา แต่ไม่รู้ว่าจะทำอย่างไร เลยอีเมลไปถามทั้งผู้ให้กับผู้อยู่ในเหตุการณ์ส่งมอบวันนั้น คือคุณปุ๊ก กับพี่กร ปรากฏว่าคุณปุ๊ก ซึ่งกลายเป็นแม่ค้าอโกมีน่า ออนไลน์ไปแล้ว ส่งอีเมลแนะนำมาว่า....

ซื้อกระถางก่อนนะคะ แล้วก็จับมันแยกออกจากกอเดิม อาจใช้มีดตัดให้มันมีรากติดสักเล็กน้อย (5-6 เส้น)
ถ้าต้องการดินปุ๊กจะส่งไปให้ค่ะเพราะปกติปุ๊กส่งไปรษณีย์ให้ลูกค้าทุกสัปดาห์อยู่แล้ว กลายเป็นว่าตอนนี้ปุ๊กมีรายได้จากขายต้นไม้อีกทางหนึ่งโดยไม่ได้ตั้งใจ ยังนึกขอบคุณอาจารย์ที่ช่วยให้ความรู้ด้วยค่ะ นี่ขนาดยังไม่ได้ศึกษาเรื่องทำบล็อคจริงจังเลย (ยังทำไม่ได้เต็มศักยภาพของ blogspot ) แต่มันก็เริ่มเห็นผล ทำให้คิดว่าทุกสิ่งทุกอย่างสำคัญที่สุดคือ "ลงมือทำ"

learning by doing แล้วก็ค่อยๆ ปรับปรุงแก้ไขไปใช่ไหมคะ

ขอบคุณอาจารย์ที่ยังคงตอบอีเมลและให้คำแนะนำที่ดีเสมอมาค่ะ (และหวังว่าจะมีตลอดไป)
ไม่ต้องเลี้ยงข้าวปุ๊กหรอก เอาแค่พิซซ่าอะไรนะแถวบ้านอาจารย์น่ะ ที่ติดไว้ตั้งแต่ปีที่แล้วก็พอ (นี่ขนาดไดเอทนะ ยังตะกละขนาดนี้)

ขอให้อาจารย์มีความสุขกับการทำงานและชีวิต จะได้อยู่เป็นมิ่งขวัญและที่ปรึกษาหนูอีกนานๆ 5555

+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

อ่านอีเมลของคุณปุ๊ก ตรง "ลงมือทำ" แล้วช่างบังเอิญกับ ปัญหาที่คนญี่ปุ่นมักตั้งถามกัน...
มีกบสามตัวอยู่บนใบบัว กบตัวหนึ่ง "ตัดสินใจ" กระโดดลงน้ำ จะมีกบเหลือบนใบบัวกี่ตัว
ส่วนใหญ่มักตอบสอง เพราะคิดว่าโดดไปแล้วหนึ่ง
แต่ในความจริง กบตัวนั้นเพียงแค่ "ตัดสินใจ" ครับ ยังไม่ได้ปฏิบัติหรือลงมือกระทำ คำตอบที่ถูกต้องจึงเท่ากับสามเหมือนเดิม

+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

การคิด กับการลงมือทำจึงให้ผลลัพท์ที่ไม่เหมือนกัน
แต่การทำก่อนคิดก็อาจทำให้ผลงานบกพร่องเพราะขาดการวางแผนที่รอบคอบ
แต่ "การคิด" อย่างเดียว ไม่เกิด "รูปธรรม" อย่างแน่นอน
บางทีการคิดไปทำไปอาจเป็น "ทางออก" ที่ดีของปัญหานี้...

+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++
ผมเองสอนคนทำเว็บบล็อกมาก็หลายคราว เพราะคิดว่าการทำเว็บไซต์ด้วยบล็อกนั้นมีขั้นตอนไม่ยุ่งยากมาก ที่สำคัญใช้เวลาไม่กี่นาที ถ้าลงมือทำจริงๆ เว็บไซต์ก็จะเกิดขึ้นทันตาเห็น

แต่การที่จะทำเว็บไซต์ให้ประสบความสำเร็จนั้น ยังต้องมีองค์ประกอบมากมาย เช่นการรู้จักลูกค้า, รู้จักสินค้า, รู้วิธีการนำเสนอ, รู้วิธีการจัดกิจกรรมส่งเสริมการขาย, ซึ่งปัจจัยเหล่านี้ต้องคิดแล้วลงมือทำอยู่ตลอดเวลา ผลลัพท์ที่ออกมาก็นำมาประเมินเพื่อการปรับปรุง เช่นมีบางเว็บไซต์ที่ขายของดีไซน์ แล้วใช้วิธีลดราคาตามทฤษฏี ปรากฏว่าลูกค้าก็ไม่ได้เพิ่มขึ้นอย่างที่คิด หนำซ้ำยังทำให้ "คุณค่า" ของผลิตภัณฑ์ลดลงอีกด้วยซ้ำ

มีผู้สนใจที่ "คิด" จะเรียนเว็บบล็อกหลายคนครับ แต่ยังติดขัดเรื่องเวลา ข้อดีของคนเหล่านี้ก็คือยังมี "ความตั้งใจ" พยายามโทรศัพท์มาถามผมว่าจะจัดสัมมนาอบรมอีกเมื่อไร ? ซึ่งผมก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่า พอกำหนดวันเวลาขึ้นมาแล้ว ท่านเหล่านั้นจะว่างหรือไม่...ตอนนี้ผมก็เลยเปิดโอกาสให้เลือกวันเวลา ว่า ท่านใด ว่างเวลาใด แล้วมาเรียนได้แบบปลอดโปร่งก็ให้โทรมานัดผมแต่เนิ่นๆ ถ้าเราว่างตรงกันก็มาเรียนที่ศูนย์พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ได้เลย อย่างวันเสาร์ที่ 6 กุมภาพันธ์ 2553 นี้ก็เช่นกัน ตั้งแต่เวลาบ่ายโมงถึงห้าโมงเย็น มีผู้ที่โทรศัพท์มานัดเรียนแล้ว หากท่านใดที่ "คิด" อยากจะเรียน ก็โทรมาสำรองที่นั่งเพิ่มได้ที่ 0841406000 (ผู้มาสมัครใหม่ขอค่าสื่อการสอน 990 บาท ผู้ที่เคยมาเรียนแล้วอยากทบทวนก็มานั่งฟังฟรีครับ)

เรียนบล็อกไม่ยากหรอกครับ อย่างกรณีของคุณปุ๊ก น่าจะเป็นตัวอย่างที่ดี พอเรียนไปแล้วลงมือทำก็มีรายได้เกิดขึ้น

ต้นเลกาซี่นี่ก็เช่นเดียวกัน ผมต้องลงมือรดน้ำในปริมาณที่พอเหมาะอย่างต่อเนื่อง เอาไปโดนแดดบ้าง ยกหลบน้ำค้างบ้าง มันจึงเจริญเติบโต แตกหน่อให้เราเห็นกอเพิ่ม

นี่ถ้าไม่ติดว่าคุณปุ๊กขายออนไลน์อยู่ก่อนแล้ว ผมยังคิดอยากจะเพาะขายบ้างเลย

....แต่อันนี้ยังแค่คิดนะครับ..คุณปุ๊กสบายใจ หายห่วงได้

วันอังคารที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

การจัดนิทรรศการ

การจัดนิทรรศการถือเป็นเรื่องที่ดี เพราะนิทรรศการส่วนใหญ่จะเป็นการให้ความรู้ เพิ่มพูนสติปัญญาต่อผู้ชม แต่ปัญหาคือจะจัดอย่างไรให้เกิดความน่าดู สมัยก่อน ตอนเรียนหนังสือ คุณครูยังต้องบังคับให้ไปงานนิทรรศการ เพราะต้องไปลอกข้อมูลในบอร์ดนิทรรศการมาตอบคำถามในห้องเรียน หรือจัดทำรายงาน โดยใช้ "คะแนน" เป็นตัวล่อ...

สมัยนี้ ไม่รู้ว่ายังต้องบังคับเด็กนักเรียนให้ไปดูนิทรรศการอีกหรือไม่ ?!


แต่ไม่ว่าจะบังคับหรือไม่? คนทำนิทรรศการก็ควรต้องทำ นิทรรศการให้เกิดความ "น่าสนใจ" มิฉะนั้นก็เป็นเรื่องน่าเสียดายเงิน ทั้งค่าเช่าสถานที่และวัสดุอุปกรณ์ เวลาที่ลงทุนลงแรง แต่ทำไปแล้ว ไม่มีคนเดินชม...


ประโยชน์ของนิทรรศการนั้นมีมากมาย ตั้งแต่สมัยประถมแล้ว คุณครูวาดเขียนมักทำบอร์ดนิทรรศการให้ความรู้เรื่องราวของสี แล้วมีตัวอย่างผลงานของนักเรียนที่ได้รับคะแนนดี มาจัดโชว์สร้างความภาคภูมิใจให้กับเจ้าของฝีมือ


โตขึ้นมาหน่อยเรียนภาควิชาโฆษณา ก็ต้องนำเสนอนิทรรศการโฆษณาเพื่ออวดผลงาน โชว์ฝีมือ ให้กับเพื่อนร่วมสถาบันเห็น การจัดนิทรรศการบ่อยๆ ก็เลยทำให้เห็นช่องทางว่าถ้ารู้จักการประยุกต์ใช้ "นิทรรศการ" ในเชิงธุรกิจก็จะทำให้ยอดขายดีขึ้นด้วย


สมัยที่ผมเริ่มตั้งตัวเป็นเถ้าแก่เร่ค้าขายเทปซีดีตามหน้าโรงภาพยนตร์ต่างๆ ผมมักจะจัดนิทรรศการเกี่ยวกับสิ่งบันเทิงเหล่านี้ควบคู่ไปด้วย เพื่อสร้าง "บรรยากาศ" ให้คนที่เข้ามาซื้อ ได้รับความรู้ เข้าใจที่มาของผลิตภัณฑ์ และเมื่อเทียบยอดขายกับตอนเปิดร้านตามปกติแล้ว จะพบว่า ช่วงที่มีนิทรรศการนั้นนอกจากจะดึงลูกค้าได้มากแล้ว ยอดขายยังเพิ่มขึ้น


ทุกวันนี้ ถ้ามีเวลาว่าง ผมก็มักแวะเวียนเที่ยวชมนิทรรศการต่างๆ อยู่เสมอ นอกจากได้ความรู้แล้วยังมีโอกาสเห็นรูปแบบที่พัฒนา ตามความเคลื่อนไหวของสังคม ล่าสุดเมื่อวันที่ 29 มกราคม 2553 ผมแวะไปที่ศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบ TCDC ซึ่งถือว่าเป็นหน่วยงานที่มีความเชี่ยวชาญด้านการจัดนิทรรศการแห่งหนึ่ง ขณะนี้เขามีการจัดนิทรรศการเรื่อง ต้องมีอะไรจึงออกแบบได้ 2 ซึ่งจะมีแสดงไปจนถึงวันที่ 30 พฤศจิกายน 2553


ผมเห็นบรรยากาศของการจัดนิทรรศการมีความน่าสนใจดี และน่าจะเป็นตัวอย่างไอเดียที่ดีสำหรับผู้ที่จะจัดนิทรรศการครั้งต่อไป แต่สิ่งสำคัญคือต้องเข้าใจ "แก่น" และกลุ่มเป้าหมายเสียก่อนว่า จัดทำไม และเพื่อใคร เมื่อตั้งคำถามและหาคำตอบที่ถูกต้องได้แล้ว การจัดอย่างไร ? ก็ไม่ใช่เรื่องยาก....


การจัดนิทรรศการในครั้งนี้ หน้าที่ของศูนย์ออกแบบ (http://www.tcdc.or.th/) คือส่งเสริมความรู้ด้านการออกแบบให้กับนิสิต นักศึกษา ผู้ประกอบการและคนไทยให้รู้จักใช้ความคิดสร้างสรรค์ เขาจึงนำตัวอย่างวิธีคิดผลิตภัณฑ์จากประเทศต่างๆ มานำเสนอว่า "อิทธิพล" ใดที่มีผลต่อการสร้างแรงบันดาลใจให้กับนักออกแบบแต่ละชาติ อย่างเช่น มอเตอร์ไซด์ เวสป้า ของอิตาลี



หรือแม้แต่จักรยานมอลตัน ที่ถูกออกแบบให้ผู้ขับนั่งปั่นได้อย่างไม่เมื่อยก้นถึง 16,093 กิโลเมตร




แม้แต่วิทยุที่ไม่ง้อไฟฟ้า อาศัยเพียงแรงหมุนจากมือคน



การจัดนิทรรศการ นอกจากต้องคำนึงถึงเรื่องรูปทรง แสงสี และองค์ประกอบแล้ว ยังต้องมีเนื้อเรื่องที่น่าสนใจ แม้ว่าจะเป็นเพียง "เสื้อยืด" ก็ต้องทำให้ดูไม่ธรรมดา



บรรยากาศเป็นสิ่งสำคัญ การซึมซับจากความรู้สึกจากสิ่งแวดล้อม สร้างการจดจำได้มากกว่าการอ่าน ข้อความในป้ายประกาศ ไม่จำเป็นต้องมากมายจนวกวน (ข้อความสั้นๆ ยังทำให้อยากอ่านมากกว่า เนื่องจากใช้เวลาไม่มาก)



สิ่งที่คุ้นตาในอดีต เมื่อมาอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่แปลกใหม่ ก็ให้ความรู้สึกไม่เหมือนเดิมได้

กำเนิด "บาร์บี้" ซึ่งได้แนวคิดมาจากตุ๊กตากระดาษของลูกสาว..

สินค้ารับกระแสโลกร้อน
ดีไซน์เครื่องไฟฟ้า ของไทย (ในอดีต) หวังว่ายังคงจำ "ธานินทร์" ได้ ดีไซน์ไทยในปัจจุบัน