วันศุกร์ที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2553

Thailand SME Expo


เมื่อวาน (28 มค. 53) ผมได้ไปเที่ยวงาน Thailand SME Expo ที่ศูนย์ประชุมแห่งชาติ สิริกิติ์ ด้วยวัตถุประสงค์จะไปเก็บข้อมูล เพื่อนำมาประมวลบรรยายเรื่อง "โอกาสธุรกิจ" ซึ่งผมต้องมีคิวขึ้นเวทีอีกครั้งที่ มหาวิทยาลัยบูรพาในวันอาทิตย์ที่ 21 กุมภาพันธ์นี้ เพราะในงานนี้มีการบรรยาย, สัมมนา และมีที่ปรึกษาพร้อมที่จะให้คำแนะนำมากมาย.. ใครที่ยังไม่ได้ไป ลองตามผมมาชมงานจากภาพที่ไปเก็บตกมาได้เลยครับ

บอร์ดความรู้ขนาดใหญ่ มีเจ้าหน้าที่ของ สสว. คอยให้คำแนะนำ อาจจะเป็นเพราะวันแรก คนที่มาเยี่ยมชมเลยดูบางตาไปหน่อย...ผมเองก็คิดว่าทำบอร์ดใหญ่เกินความจำเป็น โดยเฉพาะทางสัญจร ถ้าคนน้อยก็จะดูโหรงเหรง และถ้าคนเยอะก็ต้องยืนอ่านกีดขวางทางเดิน เสียค่าเช่าพื้นที่แพงเกินเหตุ สู้เอามาทำ CD แจกให้ความรู้ที่เป็นประโยชน์กับ SMEs จะดีกว่า (ที่สำคัญต้องแจกให้กับคนที่ใช้ประโยชน์ได้จริงๆ)
พื้นที่แสดงนิทรรศการ อยากให้ผู้จัดงานนี้ ลองศึกษา โถงทางเข้า ศูนย์ TCDC ที่เอ็มโพเรียม ดูว่าขนาดพื้นที่เล็กๆ เขาก็ยังจัดให้มีคุณค่า น่าดูได้ ถ้าบอร์ดการศึกษาจัดแล้วไม่มีคนดู ก็รังแต่จะเกะกะ รกหูรกตาเปล่าๆ

บู๊ทจากหน่วยงานต่างๆ ที่ให้คำแนะนำแก่ผู้ประกอบการ SMEs


บู๊ทงานแสดงและจำหน่ายสินค้า ดูกร่อยๆ ไม่คึกคักเท่าที่ควร บางบู๊ทก็ว่างเปล่า บางบู๊ทก็เห็นวางแต่โบว์ชัวร์ บางบู๊ทก็มาขายแบบเสียไม่ได้ (ไม่มีการตกแต่งร้าน, ไม่มีโปรโมชั่น, ป้ายราคา) ไม่รู้ว่าผู้จัด ประชาสัมพันธ์น้อยเกินไป หรือไม่ได้มีการประชุม ระดมสมองของผู้ประกอบการฯที่เข้าร่วมงานในการวางแผนร่วมกันเชิญชวนลูกค้าของแต่ละเจ้ามาร่วมงานหรือเปล่า ยังเหลือเวลาจัดงานอยู่จนถึงวันที่ 31 มกราคม 2553 ผมเลยช่วยเชียร์ให้ไปกันอีกแรง จะไปหาความรู้ หรือไปหาไอเดียผลิตภัณฑ์ ผมเชื่อว่างานนี้มีให้อย่างแน่นอน แต่ต้องรู้จักสังเกตุกันหน่อยนะ.....

เพิ่งรู้วันนี้เองว่า "แพนเค็ก" นางเอกช่อง 7 สี ก็เป็นเจ้าของธุรกิจ ตุ๊กตาหมี!!!

เวลาผมไปเดินงานเหล่านี้ จะใช้เวลานานพอสมควร ประมาณ 2 ชั่วโมงขึ้นไป ส่วนหนึ่งคือลาดตระเวนไปรอบหนึ่งก่อน แล้วก็กลับมาสังเกตุซ้ำ หากลูกค้าเขาไม่เยอะนัก ก็จะถือโอกาสคุยกับพนักงานขาย, บางทีโชคดีก็ได้เจอกับเจ้าของ ก็อุดหนุนเขาบ้าง กลับมาถึงบ้าน จึงมีแต่ของแปลกๆ อย่างเช่น ขนมขบคิด (แทนที่จะเป็นขนมขบเคี้ยว), ขนมเปี๊ยะก้างปลาช่อน ซื้อเพราะกล่องสวย แถมเข้าใจดึงจุดแข็งตัวเองมาขาย เช่น 1 ในเมืองไทย เจ้าแรกของโลก (ตอนแรกจะซื้อขนมเค็กปลาช่อน แต่เขาไม่มีให้ชิม เลยไม่กล้าซื้อ กลัวไม่อร่อย) มะขามเกร็ดหิมะ (ผมชอบกรรมวิธีของเขา ถ้าเคยกินน้ำอ้อย จะเห็นว่าเขาใส่เครื่องปั่นแล้วเอาถ้วยกดออก แต่เจ้านี้ต้องมีพิธีมากกว่านั้นคือ ตวงน้ำมะขามใส่ 1 ใน 10 ของแก้ว จากนั้นตักเกร็ดน้ำแข็งในถังจนเกือบเต็มถ้วย ราดด้วยทอปปิ้งน้ำมะขามชนิดเข้มข้นกว่า และปิดท้ายด้วยเนื้อมะขามแช่อิ่ม...ดูเจ้าของตั้งใจมากๆ) และสุดท้ายต้องยกนิ้วให้กับ "ไปรษณีย์ไทย" ที่ทำแพคพิเศษตราไปรษณียากร 100 ปี ชาตกาล ครูเอื้อ สุนทรสนาน.....

ด้านหลัง มีราคา 180 บาท และบาร์โค๊ด แต่ที่เท่คือใช้วิธีการซ้อนของกระดาษปิดโดยไม่ใช้กาวหรือเทป



เปิดออกมามีแสตมป์ 5 ดวง (ถือเป็นจุดแข็งของไปรษณีย์ ที่ใครจะลอกเลียนแบบไม่ได้ ส่วนขวาล่างสุดเป็นที่เก็บซีดีเพลง ซึ่งออกแบบได้แนวมาก...)

ด้านหลังเป็นประวัติของ "ครูเอื้อ" และเมื่อแกะแผ่นพับที่เก็บซีดีออกมาจะเห็นรายละเอียด บ้านที่เป็นเหมือนพิพิธภัณฑ์
เมื่อพับตามแบบก็จะได้ "บ้านครูเอื้อ" เหมือนจำลองมาจากอัมพวาเลยเชียว



แพคซีดีนี้เกือบจะมีความสมบูรณ์แล้ว เสียแต่ว่ารายชื่อของเพลงที่บรรจุมาในแผ่นนั้น มีสกรีนลงบนแผ่นเพียงแห่งเดียว เมื่อนำแผ่นไปเล่นในเครื่อง คนฟังก็จะไม่สามารถรู้ได้ว่ามีเพลงอะไรอยู่ในลำดับใด ไม่สามารถจะเลือกเพลงฟังแบบเฉพาะเจาะจงได้...
ใครอยากครอบครองก็ไปซื้อได้ที่บู๊ท ไปรษณีย์ไทย ในงาน Thailand SME Expo ที่บู๊ทไปรษณีย์ไทย ที่โซน C ครับ แว่วว่ามีจำนวนจำกัดเสียด้วย

วันพฤหัสบดีที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2553

วันพุธที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2553

ลูกรักลูกชัง

เมื่อคืน (26 มค.53) รายการ "กรรมลิขิต" ที่เสนอเป็นประจำทุกวันอังคาร เวลา 21.25 น. ตอน "ลูกรักลูกชัง" เป็นเรื่องราวชีวิตจริงของ "หลิน" ที่ทะเลาะกับแม่และหนีออกจากบ้านมากว่า 22 ปีแล้ว กรรมที่เธอทำกับแม่ไว้ (จนแม่ล้มป่วย) เริ่มวกกลับมา เมื่อลูกที่เกิดกับสามีคนแรก ก็ไม่สามารถเลี้ยงไว้ได้ ต้องยกให้คนอื่นดูแล โดยไม่มีโอกาสจะกลับไปเยี่ยมเลย ส่วนลูกคนที่สองที่เกิดกับสามีปัจจุบัน ก็ทนเธอไม่ได้หนีออกจากบ้านไปอีก
ความรักของ "แม่" นั้นยิ่งใหญ่นัก... "หลิน" เพิ่งมาสำนึกได้เมื่อตอนที่ต้องเสีย "ลูก" ไป เธอจึงเข้าใจหัวอกของ "คน" เป็นแม่
เรื่องราวของ "หลิน" เป็นอุทาหรณ์ สำหรับ คนที่เป็น "ลูก" และ "แม่"
คนที่เป็น "แม่" แม้จะรักลูกก็ต้องมีวิธีการแสดงความห่วงใย ไม่ใช้แต่ความรุนแรง ทั้งเฆี่ยนตี หรือดุด่าด้วยอารมณ์หุนหันพลันแล่น
คนที่เป็น" ลูก" ก็ควรให้ความเคารพผู้บังเกิดเกล้า เพราะต้องไม่ลืมว่า หากไม่มี "ผู้หญิง" คนนี้ ชีวิตของผู้เป็นลูกคงไม่เกิดขึ้นมา
"ความกตัญญู" รู้คุณ และทดแทนจึงถือเป็นหน้าที่ของ"บุตร"

บังเอิญอย่างยิ่งวันนี้ผมเปิดเมลก็มีเรื่องความรักของแม่ ที่แม้ไม่ใช่ "มนุษย์" เป็นเพียงสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม ที่แสดงความเข้มแข็ง ปกป้องลูก อย่างไม่หวั่นเกรงอันตราย หรือ ห่วงชีวิตของตนเอง....
อีกชุดเป็นเรื่องของลูกลิง ที่ประสบอุบัติกลางถนน และช่วงเสี้ยววินาที ที่หมาดำ (อีกแล้ว...ไม่รู้ตัวเดียวกับไอ้ตัวบนหรือเปล่า) จะเข้าขย้ำ ลิงตัวแม่ก็โดดเข้าสะกัดเต็มกำลัง จนเป็นที่สนใจของผู้ผ่านไปมาแถวนั้น (แปลกแฮะ...เรื่องนี้คนไม่อยากยุ่ง ถือว่าเป็นเรื่องของครอบครัวลิง)



คืนวันอาทิตย์ (24 มค.53) รายการเปิดโลกซอฟต์แวร์ FM 101 ได้ยินคุณชีพธรรม กับคุณพันธ์ทิตต์เล่าผ่านรายการว่าปัจจุบันมีคนที่เป็นแม่ ทิ้งลูกนับแสนคน ฟังแล้วก็เศร้าแทน....

"แม่" คนไหน ที่ยังคิดอยากจะทิ้งลูกอีก ก็ดูตัวอย่าง "กระรอก" กับ "ลิง" แล้ว ชั่งใจใหม่อีกทีว่าควร "อายสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม" เหล่านี้บ้างไหม?

Dancing Inmates - Michael Jackson's This Is It

วันอังคารที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2553

Baht & Brains

ทำไมสมองต้องแบ่งเป็นซีกซ้ายและซีกขวา? ทำไมตรรกะและจินตนาการต้องถูกเฉือนออกจากกัน? ธุรกิจและความคิดสร้างสรรค์อยู่ร่วมกันไม่ได้จริงหรือ?

ในปี 2548 มูลค่าการส่งออกสินค้าและบริการสร้างสรรค์พุ่งสูงถึง 4 แสนล้านดอลลาร์ หรือเกือบ 4% ของมูลค่าการซื้อขายทั้งหมดในตลาดโลก ประเทศไทยติดอันดับเป็น 1 ใน 20 ประเทศผู้ส่งออกผลิตภัณฑ์สร้างสรรค์มากที่สุดของโลก อะไรคือจุดแข็ง ความสามารถ และความพร้อมของไทย และเราจะเชื่อมโยงสิ่งเหล่านั้นเข้ากับกระแสของโลกเพื่อสร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ ได้อย่างไร

นิทรรศการ "Baht & Brains: สร้างเศรษฐกิจไทยด้วยความคิดสร้างสรรค์" นำเสนอโอกาสทางการค้าอันยิ่งใหญ่ เมื่อธุรกิจจับมือกับความคิดสร้างสรรค์และจินตนาการ จนเป็นจุดรวมของความคิดต่างขั้วที่สร้างมูลค่ามหาศาลจากการใช้ปัญญาเป็นต้นทุน และอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ในประเทศไทยที่กำลัง "โต"และสามารถสร้างประโยชน์ให้กับผู้คนต่างวงการได้มากกว่าที่คิด

ร่วมเรียนรู้กลไก กระบวนการ และผลลัพธ์ของเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ผ่านตัวอย่างของนานาประเทศ และตัวอย่างอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ของประเทศไทยที่ประสบความสำเร็จ ทั้งด้านรายได้และแนวคิด จากหลากหลายวงการ ตั้งแต่ผู้ผลิตสื่อวิทยุโทรทัศน์ วัฒนธรรมการกินอยู่ ทักษะหัตถกรรม การบริการ ไปจนถึงนวัตกรรม

"Baht & Brains: สร้างเศรษฐกิจไทยด้วยความคิดสร้างสรรค์"จัดแสดง ณ โถงทางเข้า TCDC ตั้งแต่วันที่ 10 พฤศจิกายน2552 - 31 มกราคม 2553 และจะหมุนเวียนไปจัดแสดงทั่วทุกภูมิภาค

วันอาทิตย์ที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2553

แมวมาหานะเธอ

ชีวิตผมคงผูกพันกับแมวอย่างเลี่ยงไม่ได้ ระยะเวลา 2-3 ปีที่ผ่านมา มีแมวผ่านเข้ามาในชีวิตผมหลายตัวแล้ว นับตั้งแต่ "บุญหลง" (อ่านรายละเอียดที่นี่ http://bananaclick.velocall.com/pd1188401294.htm )

ช่วงปีที่แล้ว หลังบ้านผมก็มีแมวมาเมียงมองอีก ซึ่งไม่รู้ว่าใครเป็นเจ้าของ เป็นแมวดำตัวหนึ่ง คาดว่าเป็น "ตัวแม่" เพราะมันมีลูกติดสีดำอีกสองตัวตามมาด้วย ผมไม่ได้ใส่ใจมันมากนัก เพียงแต่ห่วงว่า มันจะถ่ายเรี่ยราดแล้วจะส่งกลิ่นเหม็น ดีที่หลังบ้านผมยังมีบางส่วนเป็นหย่อมทรายอยู่บ้าง สันนิษฐานว่า พอมันทำธุระเสร็จคงฝังกลบให้อย่างเรียบร้อย เลยไม่มีปัญหาเรื่องกลิ่นรบกวน

ช่วงที่ "ช่างดอน" มาทาสีหลังบ้านผม เคยเตือนว่าอย่าให้อาหารมัน เพราะเดี๋ยวมันจะเกณฑ์พรรคพวกมาเพิ่มอีก เหมือนที่บ้านเขาเคยเจอปัญหานี้

ที่จริงเขาไม่ต้องบอก ผมก็ไม่ค่อยมีเวลาไปดูแลอยู่แล้ว ดังนั้น แมวสามตัวจึงอยู่กันแบบตามมีตามเกิด หลายครั้ง ผมจึงเห็นมันต้องออกไปคุ้ยเศษขยะหาอาหารหน้าบ้านเพื่อการดำรงชีพ

บางทีผมก็อดห่วงไม่ได้ เพราะหน้าบ้านตรงที่เขากองขยะ เศษอาหาร นั้นมันติดถนนใหญ่ ซึ่งรถราวิ่งกันขวักไขว่ แต่ก็สบายใจเพราะทุกครั้งที่มันเห็นคนเดินผ่าน มันก็วิ่งหนีไปตั้งหลักเสียไกล เลยคิดว่ามันน่าจะอยู่อย่าง "ปลอดภัย" !!!

แต่แล้ว มันคงชะล่าใจ เพราะแถวนั้นคนเดินผ่านไปมาทุกวัน เมื่อแมวมันเห็นคนไม่ทำอะไร มันก็ "ชิน" เริ่มขี้เกียจจะหนี เพราะเสียเวลารับประทาน...

วันที่ผมคาดไม่ถึง ก็มาถึง เมื่อน้องคนหนึ่งวิ่งมาแจ้งข่าวว่า ลูกแมวดำสองตัวถูกรถชนตายเสียแล้ว...

ผมออกไปดู ก็พบเห็นแต่ มือ (หรือเท้า) มันอยู่ข้างเดียว... ทำเอาผมรู้สึก "ผิด" ที่น่าจะมีโอกาสช่วยชีวิตมันไว้ แต่ก็สายไปเสียแล้ว..........

พอขึ้นปีใหม่ 2553 แมวดำตัวแม่ คงให้โอกาสที่สองกับผม มันออกลูกมาอีกสองตัวเหมือนเดิม คราวนี้ผิดกันแต่ว่าลูกทั้งสองของมันออกมามีสีขาวแซมสลับดำเหมือนหมีแพนด้าทั้งคู่

คราวนี้ผมเต็มใจที่จะหาอาหารมาเลี้ยงดุมัน เพื่อไถ่บาปในใจ ทั้งอาหารซอง อาหารกระป๋อง ปลากระป๋อง เรียกว่าจัดสรรเวลาดูแลอย่างเป็นเรื่องเป็นราว เพื่อให้แมวแม่ลูกไม่ต้องไปคุ้ยอาหารหน้าบ้าน เสี่ยงอันตรายต่อการถูกรถทับอีก

ผมเรียกลูกๆมันตัวหนึ่งว่า "หลิน" อีกตัวว่า "ปิง" มีคนติงว่ามันเป็นแมวนะ อย่าเอาชื่อหมีแพนด้ามาตั้งให้สับสน...

หลังจากเลี้ยงดูอย่างเป็นกิจจะลักษณะมาได้สองสัปดาห์ ผมก็ได้ความรู้หลายอย่างเกี่ยวกับแมว

1. แมวตัวแม่จะรอให้ลูกรับประทานอาหารก่อน แล้วที่เหลือค่อยเข้าไปกินในส่วนของตัวเอง จนหลายครั้งผมต้องแบ่งอาหารให้ต่างหาก เพราะบางทีแมวตัวลูกก็ฟาดเรียบ...

2. การเข้าหาแมว ควรเข้าซึ่งหน้า ไม่ควรแอบ หรือย่องเข้าข้างหลัง เพราะแมวอาจตกใจกลัวจนวิ่งลงไปในคูน้ำได้ และระยะแรกควรย่อตัวเล็กน้อย ค่อยๆ เดินเข้าไป ไม่ควรวิ่งเข้าใส่ (ท่าทางของคนมีอิทธิพลต่อจิตใจแมว)

3. เมื่อให้อาหารแมวบ่อยๆ แมวจะเริ่มตายใจ เดิมมันมักจะวิ่งหนีเมื่อผมเดินไปหา แต่ช่วงหลังๆ เมื่อได้ยินเสียงเคาะจานอาหาร มันจะรีบวิ่งมาหาทันที บางครั้งผมยังหาทางเอาอาหารแมวออกจากกระป๋องไม่ได้ มันยังใจร้อนตะกายตัวผมขึ้นมาเหมือนจะช่วยเปิด (อาหารแมวในกระป๋องบางทีทำเป็นก้อนกลมบดอัดแน่น บางครั้งเขย่าไม่ยอมออกต้องเอาส้อมแงะ)

4. เฉพาะวันพุธ ห้างคาร์ฟูร์ ลดราคาอาหารแมว 10 %

แมวตัวแม่

วันพุธที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2553

เพิ่มรอบอบรม วันเสาร์ที่ 23 มค. 53


อบรมเชิงปฏิบัติ อีคอมเมิร์ช
วันเสาร์ที่ 23 มกราคม 2553
เวลา 13.00-16.30 น.
ศูนย์พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ พระราม 9

วัตถุประสงค์ : ส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีในการเพิ่มประสิทธิภาพธุรกิจ และลดต้นทุนในการเริ่มต้นธุรกิจส่วนตัว

การอบรมครั้งนี้เหมาะสำหรับ :
1. ผู้เริ่มต้นทำธุรกิจ (ควรมีความรู้โปรแกรมเวิล์ดและหาข้อมูลบนอินเทอเน็ตได้บ้าง)
2. ผู้ที่มีธุรกิจเดิมอยู่แล้ว แต่ยังไม่มีเว็บไซต์

รายละเอียดหลักสูตร :
13.00-14.30 น. การสร้างเว็บไซต์เบื้องต้น
14.30-16.00 น. การประชาสัมพันธ์เว็บไซต์
16.00-16.30 น. กรณีศึกษาอีคอมเมิร์ช และ โซเชียล เน็ตเวอร์ค
ค่าใช้จ่าย : ท่านละ 990 บาท

สิ่งที่ผู้อบรมจะได้รับ :
1. สามารถสร้างเว็บไซต์ได้ด้วยตนเอง
2. หนังสือ "เมื่อ SMEs จะมีเว็บไซต์" มูลค่า 109 บาท
ชำระเงินโดยโอนเข้าบัญชีธนาคาร ชื่อ สิทธิเดช ลีมัคเดช
1. ธนาคารกรุงเทพ เลขที่บัญชี 211-068234-7
2. ธนาคารไทยพาณิชย์ เลขที่บัญชี 240-200195-5
3. ธนาคารกสิกรไทย เลขที่บัญชี 049-2-10416-9
โอนเงินแล้ิว โทรแจ้งสำรองที่นั่ง 0841406000
รับสมัครเพียง 5 ท่านเท่านั้น!

หัวเราะทีหลัง ดังกว่า

หลังจากดูภาพยนตร์ 3 มิติ เรื่อง “อวตาร” แล้ว ผมรู้สึกติดใจหนัง ประเภททะลุออกนอกจอมากเป็นพิเศษ อย่างเรื่องล่าสุด Cloudy with a Chance of Meatballs ที่ผมเพิ่งไปดูมาเมื่อคืนวาน (19 มค. 53) ก็ให้ความสนุกสนานตื่นเต้นกว่าที่คาดไว้ เพราะตอนแรกถ้าใครมาชวนดูการ์ตูนเรื่องนี้ในโรงธรรมดา คงปฏิเสธเด็ดขาด....

หนังการ์ตูนอะไร ขี้โม้มหากาฬ ฝนหล่นเป็นลูกชิ้นยักษ์!!!

แต่พอได้ดูเนื้อแท้ของหนังเรื่องนี้แล้ว มันมี “ข้อคิด” ที่ดีแฝงอยู่มากมาย

1. วิทยาศาสตร์ที่ดีต้องมีส่วนแก้ไขปัญหาให้มนุษย์ แต่ต้องไม่ไปฝืนกฏธรรมชาติ จะเห็นได้ว่า ฟลินท์ ล็อควู้ด มีแววเป็นนักวิทยาศาสตร์แต่เด็ก เมื่อเขาพบปัญหาว่าเพื่อนนักเรียนสวมรองเท้าแล้วเชือกหลุด เขาจึงประดิษฐ์ สเปรย์รองเท้าที่ไม่ต้องผูกเชือก! แต่ทันทีที่เขาคิดแก้ไขปัญหาอาหารให้กับเมือง “บางกระเดือก” ที่มีแต่ปลาซาดีน โดยใช้น้ำแปรสภาพเป็นอาหารต่างๆ จนเกิดความโกลาหลจนกลายเป็นอาหารตกทั่วทั้งเมือง ซึ่งผิดธรรมชาติ แล้ว “หายนะ” ก็ตามมาในที่สุด

2. ความรักระหว่างพ่อกับลูก แม้ ฟลินท์ จะไม่เข้าใจพ่อของเขาว่า ทำไมจึงไม่ค่อยสนับสนุนให้เขาค้นคว้าทางวิทยาศาสตร์ แต่ถึงจุดหนึ่งเขากลับต้องการความช่วยเหลือจากพ่อที่ทำซาดีนมาตลอดให้ช่วยส่งอีเมล พ่อของเขาก็พยายามที่จะใช้คอมพิวเตอร์อย่างสุดความสามารถ โดยเฉพาะการ “ลากเม้าท์”!!!

3. การสนับสนุนของผู้ปกครอง ทุกครั้งที่ฟลินท์ ท้อแท้ จะมีพ่อและแม่คอยให้กำลังใจอยู่เคียงข้างเสมอ

4. ทุกสิ่งมีประโยชน์เมื่อถึงเวลา คนทั้งเมืองลงความเห็นว่า ฟลินท์ เป็นนักวิทยาศาสตร์ที่ล้มเหลว ผลิตหนูมีปีก, เครื่องอ่านความคิดให้กับลิง แม้แต่สเปรย์ฉีดรองเท้าที่ไร้สาระ พวกเขากลับชื่นชมฝนอาหาร (ที่พังเมืองจนราบ) แต่สิ่งประดิษฐ์ในตอนต้นเรื่องกลับสร้าง “คุณอนันต์” ให้กับฟลินท์และชาวเมืองในภายหลัง

5. ความพอเพียง ประมาณตน เครื่องผลิตอาหารนั้น แม้ว่าจะมีเข็มวัดระดับความสามารถ แต่ความโลภของมนุษย์ก็บังตา จึงเกิดวาตภัยเส้นสปาเก็ตตี้

ข้อเสียอย่างหนึ่ง เวลาที่เข้าไปดูหนัง กี่มิติก็ตาม ในโรงภาพยนตร์ เราไม่มีสิทธิ์เลือก “คุณภาพ” ของคนที่นั่งข้างๆ ได้ (แม้ว่าผมจะเอาไปแล้วข้างหนึ่ง)

คนที่นั่งด้านซ้ายของผมดูจะ “ฮา”ทุก 5 วินาที จนผมรู้สึกรำคาญในตอนต้นมาก ไม่รู้ว่าเส้นขบขัน ตื้นเกินไป หรือเขาไปเก็บกดมาจากไหน !!!!

แฮมเบอร์เกอร์มีขนาดใหญ่กว่าปกติก็ขำ เส้นหมี่หล่นใส่ท่วมหัวคนก็หัวเราะ พิซซ่ายักษ์ทับหลังคาบ้านก็ฮา ทั้งๆ ที่มันเป็น “หนังการ์ตูน” !!!

แต่พอผมมานั่งคิดว่า “ใคร” ควรจะมาดูหนังการ์ตูนที่ฝนตกลงมาเป็น “ลูกชิ้นยักษ์”!!!!!

ต้องเป็นคนที่มี “จินตนาการเปี่ยมล้น” มากถึงมากที่สุด

เมื่อผมไม่สามารถไปห้ามคนข้างซ้ายผมให้หยุดหัวร่อ หรือ ไปขัดขวางความสุขของเขา

เราก็ต้องรู้จักปรับ “โหมด” ของเรา

เมื่อหนังดำเนินมากลางเรื่อง ช่วงที่ ฟอร์จูน คุกกี้ หรือคุกกี้คำทำนาย หล่นใส่กำแพงเมืองจีน และมีคำพยากรณ์ว่า ระวังข้าวโพดยักษ์ทับ ผมจึงปล่อยก๊าก ดังลั่น อย่างมั่นใจว่าเมื่อวัดจำนวนเดซิเบลแล้ว มากกว่าที่คนข้างซ้ายผมฮามาตั้งแต่ตอนเปิดไตเติ้ล ที่เทพธิดาโคลัมเบียถือคบ โดนกล้วยชนจนตกขอบ!!!!!

วันพฤหัสบดีที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2553

อบรมอีคอมเมิร์ช

สร้างเว็บไซต์ได้ด้วยตนเอง
เข้าใจหลักการทำตลาดออนไลน์เพิ่มมากขึ้นกำลังตกแต่งเว็บไซต์ด้วยโปรแกรมแต่งรูป

บรรยากาศการเรียนการสอน
วันที่ 14 มกราคม 2553 ถือเป็นวันแรกของปีนี้ที่เปิดใช้ศูนย์พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ เป็นสถานที่อบรมอีคอมเมิร์ชอีกครั้ง หลังจากที่หลายเดือน ผมไม่มีเวลาบรรยายที่นี่ เนื่องจากต้องเดินสายสอนตามมหาวิทยาลัยต่างๆ ในห้วงเวลาที่ผ่านมา พอเปิดประเดิมขึ้นมาครั้งแรกก็ปรากฏว่ามีผู้สนใจสมัครเรียนกันมากมาย จากเดิมตั้งใจว่าจะเปิดสอนเพียงรอบเดียว ก็ต้องขยายเพิ่มเป็นสี่รอบ เพราะต้องการสอนคนน้อยๆ เพื่อจะได้เน้นคุณภาพ และดูแลกันได้อย่างทั่วถึง
ครั้งนี้ก็เช่นเดียวกัน มาเรียนกัน 5 คนทำเอาชั้นล่างของศูนย์ฯ แน่นไปขนัดใจ การเรียนในวันนี้ประกอบด้วย3 หัวข้อหลักคือ
1. กลยุทธ์การตลาด เรื่องนี้สำคัญเพราะจะเห็นตัวอย่าง แนวคิดธุรกิจที่เคยทำอีคอมเมิร์ชแล้วประสบความสำเร็จ สามารถนำไปประยุกต์เพื่อสร้างข้อมูล, เนื้อหา, ภาพประกอบในเว็บไซต์ได้ (ให้พิจารณาจาก พาวเวอร์พ๊อยส์ที่ส่งให้ทางอีเมล...หากท่านใดยังไม่ได้รับขอให้อีเมลทวงถามได้ที่ thaimarketonline@gmail.com)
2. การสร้างเว็บไซต์ ซึ่งวันนี้ได้สอนเรื่องการเพิ่มข้อมูล, การแก้ไข, การใส่ภาพนิ่ง, การใส่วิดีโอ, การใส่ตัวนับสถิติ, การสร้างลิงค์เว็บไซต์ รวมถึงการออกแบบแบนเนอร์บนหัวเว็บด้วย
3. การประชาสัมพันธ์เว็บไซต์ สอนเรื่องของ เสิร์ชเอ็นจิ้น, อีเมลมาร์เก็ตติ้ง และการโพสต์เว็บบอร์ด
สำหรับวันพรุ่งนี้ (15 มค. 53) ช่วง 9 โมงเช้าถึง เที่ยง จะมีอีกรอบหนึ่ง หากท่านใดที่อบรมวันนี้ไปแล้ว อยากจะทบทวนหรือไม่เข้าใจ ขอให้มาเรียนซ้ำได้ฟรี โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย
หวังว่า ผู้ที่มาเรียนในวันนี้คงจะเข้าใจ และใช้ประโยชน์จากเว็บไซต์ในเชิงธุรกิจได้มากขึ้น โดยเฉพาะเรื่องของ "ความเร็ว" ในการนำเสนอข้อมูล ดังตัวอย่างการสรุปหัวข้อเรียนในวันนี้ ซึ่งผมสามารถอัพโหลดและเผยแพร่หลังการสอนได้ภายในไม่กี่ชั่วโมง...

วันอังคารที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2553

มังกรสร้างชาติ

วันอาทิตย์ที่ 10 มกราคม 2553 ผมไปบรรยายเรื่อง "การวิเคราะห์โอกาสการลงทุนทางธุรกิจ" ให้กับกลุ่มผู้ประกอบการฯ ที่เข้าร่วมอบรมโครงการเสริมสร้างผู้ประกอบการใหม่ NEC รุ่น 1/2553 ที่สำนักบริการวิชาการ มหาวิทยาลัยบูรพา ร่วมกับ ศูนย์ส่งเสริมอุตสาหกรรม ภาคที่ 9 จัดขึ้น
ในวันดังกล่าว ผมแบ่งเนื้อหาออกเป็น 3 ส่วนด้วยกัน ส่วนแรก ชี้ให้เห็นว่า 10 ธุรกิจดาวรุ่งในปี 2010 นั้นประกอบด้วยอะไรบ้าง !? แต่การจะเลือกทำธุรกิจใดนั้นต้องเหมาะกับความสามารถของตนเองด้วย โดยชี้ให้เห็นถึง 5+1 ปัจจัยสำคัญอันประกอบด้วย
1. ข้อมูล
2. การออกแบบ
3. เทคโนโลยี
4. การวิจัย
5. สร้างเครือข่าย และ1. ปรึกษาผู้รู้
ผมส่งเอกสารประกอบการบรรยายให้ทางมหาวิทยาลัยเสร็จ ก็ได้มีโอกาสดูภาพยนตร์เรื่อง มังกรสร้างชาติ ผมพบว่าในหนังเรื่องนี้มีส่วนเกี่ยวข้องกับเนื้อหาของการบรรยายถึง 3 เรื่องด้วยกัน คือ ข้อมูล, การออกแบบ,และการสร้างเครือข่าย รวมถึงปรึกษาผู้รู้
ผมจึงนำบางส่วนของภาพยนตร์เรื่องนี้มาฉายประกอบการบรรยายด้วย ปรากฏว่าผมคงอธิบายตื้นเกินไป เนื่องจากคิดว่าผู้ชมส่วนใหญ่คงจะเข้าใจ "ความหมาย" ที่ตัวละครแสดงแล้ว จึงทำให้มีผู้เข้าอบรมบางท่านเขียนในใบประเมินว่า ยังไม่เข้าใจว่าเอาภาพยนตร์เรื่องนี้มาฉายทำไม !!!
ขอถือโอกาสใช้พื้นที่เว็บไซต์นี้อธิบายเพิ่มเติมดังนี้ครับ
1. ในเรื่องของข้อมูล ถ้าพิเคราะห์จากภาพยนตร์แล้ว เป็นสงครามชิงประชาชน ระหว่าง พรรคก๊กมินตั๋ง กับพรรคคอมมิวนิสต์ ในขณะเจียงไคเช็ค หัวหน้าพรรคก๊กมินตั๋งทราบข้อมูลจากลูกชายแล้วว่ามีการกักตุนสินค้า, การคอรัปชั่นในพรรค แต่เขากลับได้แต่ปลงว่า หากแก้พรรคก็พัง แต่ถ้าไม่แก้ประเทศชาติก็พัง แล้วก็เพิกเฉยกับปัญหานั้น ในขณะที่เหมาเจ๋อตง ประธานพรรคคอมมิวนิสต์ บอกตลอดเวลาว่า ปัญหาชาติเล็กแค่ไหน ก็ยิ่งใหญ่เสมอ เขาถึงกลับขึ้นไปสังเกตุการณ์บนหลังคาเพื่อที่จะได้รับรู้ข้อมูล (มองไกล) จนโจวเอินไหล รองหัวหน้าต้องสัพยอกว่า กว่าข้อมูลจะมาถึงยังไงก็ต้องรอวันพรุ่งนี้อยู่ดี.....(ผู้นำที่ดีต้องมีข้อมูลสำหรับการตัดสินใจที่รวดเร็ว) เพื่อช่วงชิงโอกาส จะเห็นว่าในตอนหนึ่งว่าเขาสามารถส่งทหารไปปกป้องผู้มีบารมีทางการเมืองคนหนึ่งให้รอดพ้นจากการลอบสังหารได้ ..
2. เรื่องการออกแบบ ตอนหนึ่งของหนังเรื่องนี้ได้มีการโหวตเพื่อเลือก "ธงชาติ" คนในพรรคส่วนใหญ่เลือกธงแดงที่มีสีเหลืองคาดกลาง เพื่อแทนแม่น้ำฮวงโห แต่เหมาเจ๋อตง ก็รับฟังความคิดเห็นของฝ่ายสตรีที่มองว่าอาจจะเป็นการแบ่งแยกประเทศ ควรใช้รูปที่มีดาว 5 ดาว โดยมี 4 ดาวเล็กแทนชนชั้นต่างๆ ที่ล้อมดาวดวงใหญ่แทนความสามัคคี การออกแบบที่ดีจึงควรจะมีการสื่อความหมายที่ดีและชัดเจน เกิดจากการระดมสมองของผู้เชี่ยวชาญ
3. การสร้างเครือข่าย หรือปรึกษาผู้รู้ การตั้งรัฐบาลใหม่ของเหมาเจ๋อตง คือการระดมผู้มีความสามารถเข้ามาบริหารบ้านเมือง แม้รองประธานาธิบดีคนหนึ่งจะมีอดีตที่ผิดพลาด เหมาเจ๋อตงก็ยังใช้สุภาษิตว่า ทองแท้ยากที่จะไม่มีตำหนิ คนยากที่จะมีความสมบูรณ์ ถึงเวลาที่ต้องทำงานเพื่อชาติ ก็ต้องลืมเรื่องบาดหมางในอดีต ตอนนี้มีแต่สามัคคีกันเพื่อสร้างสาธารณรัฐประชาชนจีน....
รวมถึงมีการนำไม้แขวนผ้าขนหนูมาให้ดูเป็นตัวอย่างว่าต้องผ่านการพัฒนาออกแบบถึงสองชั้น กว่าจะเกิดความว่า "สมบูรณ์แบบ"
ส่วนเรื่องเทคโนโลยีผมได้ยกกรณีศึกษาการขายกล้วยตากออนไลน์ , การใช้เครื่องพีดีเอของเอ็มเค ว่าสามารถลดค่าใช้จ่าย และพัฒนาประสิทธิภาพของธุรกิจได้
และเรื่องสุดท้ายคือการวิจัยเพื่อพัฒนา ซึ่งนับเป็นสิ่งสำคัญ ผมได้ให้ผู้เข้าอบรมได้ทดลองเป็นกลุ่มตัวอย่างเพื่อทำ Focus Group ของสินค้านวัตกรรมจริงๆ เพื่อจะได้เข้าใจว่าก่อนที่เขาจะนำผลิตภัณฑ์ออกสู่ตลาดนั้นต้องทดสอบเรื่องเกี่ยวกับสิ่งใดบ้าง ไม่ว่าจะเป็นการชิม การดูบรรจุภัณฑ์ ความน่าสนใจของสินค้า ความเหมาะสมของราคา ซึ่งทั้งหมดนี้ผู้เข้าอบรมก็ได้สัมผัสของจริงกันอย่างถ่องแท้แล้ว
หากผู้เข้าอบรมท่านใด ยังมีข้อสงสัยประการใดก็ยังอีเมลมาสอบถามปัญหาเพิ่มเติมได้ตลอดเวลาครับ โดยเฉพาะเรื่องของ "อีคอมเมิร์ช" หากไม่มีข้อผิดพลาดประการใด ปลายเดือนกุมภาพันธ์ เราน่าจะได้เรียนรู้รายละเอียดแบบลึกซึ้งกันอีกครั้ง....

เพิ่มรอบอบรม

วันนี้ ( 12 มค. 53 ) ทันทีที่ รายการ ซีอีโอ วิชั่น FM 96.5 ของ อสมท. ที่ดูโอ อ.พันธ์ทิตต์ และคุณวิชัย คุยประชาสัมพันธ์เรื่องการอบรมสัมมนาในวันที่ 14 มกราคม 2553 ออกไป ผมต้องรับโทรศัพท์สำหรับผู้ที่สนใจเข้าร่วมอบรมโทรเข้ามาสอบถามรายละเอียดและจองตลอดทั้งวัน แถมยังมี มิสคอลค้างอยู่ในเครื่องอีก 15 หมายเลข.....

ตอนนี้ต้องขออภัยจริงๆ ที่นั่งอบรมในวันพฤหัสที่ 14 มกราคม 2553 เต็มเอี๊ยดแล้ว!!!

ผมเลยตัดสินใจเพิ่มรอบการอบรมครั้งนี้ อีก ครึ่งวันเป็นวันเสาร์ที่ 23 มกราคม 2553 ตั้งแต่เวลา 13.00-16.30 น. ตามหัวข้อเดิม ผู้ที่พลาดสมัครจากวันที่ 14 มค. ก็สามารถจองที่นั่งในวันเวลาดังกล่าว สถานที่เดิมได้ เพราะตอนนี้ก็เหลือเพียง 3 ที่แล้ว...

ส่วน มิสคอลล์ที่เหลือ ขออนุญาติพรุ่งนี้ ผมค่อยโทรกลับนะครับ เพราะวันนี้ "เจ็บคอ" จริงๆ ลองอ่านรายละเอียดในเว็บไซต์นี้ไปพลางๆ หรือหากมีข้อสงสัยใดก็อีเมลถามได้ที่ thaimarketonline@gmail.com

ขอบพระคุณทุกท่านที่ให้ความสนใจในการอบรมนี้ครับ ค่าใช้จ่ายส่วนหนึ่งผมจะนำไปสมทบเพื่อช่วยเหลือการกุศลต่อไป...

วันอังคารที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2553

อบรมอีคอมเมิร์ช


อบรมเชิงปฏิบัติ อีคอมเมิร์ช
วันพฤหัสที่ 14 มกราคม 2553
เวลา 13.00-16.30 น.
ศูนย์พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ พระราม 9

วัตถุประสงค์ : ส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีในการเพิ่มประสิทธิภาพธุรกิจ และลดต้นทุนในการเริ่มต้นธุรกิจส่วนตัว

การอบรมครั้งนี้เหมาะสำหรับ :
1. ผู้เริ่มต้นทำธุรกิจ (ควรมีความรู้โปรแกรมเวิล์ดและหาข้อมูลบนอินเทอเน็ตได้บ้าง)
2. ผู้ที่มีธุรกิจเดิมอยู่แล้ว แต่ยังไม่มีเว็บไซต์

รายละเอียดหลักสูตร :
13.00-14.30 น. การสร้างเว็บไซต์เบื้องต้น
14.30-16.00 น. การประชาสัมพันธ์เว็บไซต์
16.00-16.30 น. กรณีศึกษาอีคอมเมิร์ช และ โซเชียล เน็ตเวอร์ค
ค่าใช้จ่าย : ท่านละ 990 บาท

สิ่งที่ผู้อบรมจะได้รับ :
1. สามารถสร้างเว็บไซต์ได้ด้วยตนเอง
2. หนังสือ "เมื่อ SMEs จะมีเว็บไซต์" มูลค่า 109 บาท

ชำระเงินโดยโอนเข้าบัญชีธนาคาร ชื่อ สิทธิเดช ลีมัคเดช
1. ธนาคารกรุงเทพ เลขที่บัญชี 211-068234-7
2. ธนาคารไทยพาณิชย์ เลขที่บัญชี 240-200195-5
3. ธนาคารกสิกรไทย เลขที่บัญชี 049-2-10416-9

โอนเงินแล้ิว โทรแจ้งสำรองที่นั่ง 0841406000
รับสมัครเพียง 5 ท่านเท่านั้น!