วันพุธที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2552

เจ้านาย

ผมชอบคุยกับนักธุรกิจครับ โดยเฉพาะเจ้าของธุรกิจที่ประสบความสำเร็จ ทั้งชื่อเสียง เงินทอง การยอมรับจากสาธารณชน และใช้ชีวิตอย่างมีความสุขเป็น สาเหตุหนึ่งก็เพราะหัวข้อการบรรยายของผมส่วนใหญ่เกี่ยวพันกับเรื่องการก่อร่างสร้างตัว หรือ การสร้างกิจการเป็นของตัวเอง การคุยกับท่านเหล่านี้จึงเป็นการเก็บข้อมูลในเชิงลึก ได้เนื้อหามากกว่าจะอ่านจากตำราหรือหนังสือ ซึ่งผิวเผินและต้องอ้างอิงทฤษฏีมากเกินไป
การคุยกับเจ้าของกิจการตัวจริง เสียงจริงนั้น
ผมว่า “มันส์” กว่าแยะ

++++++++++++++++++
นักธุรกิจคนหนึ่ง ซึ่งผมคุยด้วยแล้วสนุกทุกครั้ง ตั้องนับ “เจ้านาย” คนนี้ของผมด้วย

“เจ้านาย” คนนี้เป็นเจ้านายผมตั้งแต่ ปีพ.ศ. 2533 สมัยลงบัญชีคอมพิวเตอร์ด้วยโปรแกรม โลตัส 123 แถมเป็นครูคนแรกๆ ที่สอนวิชาคอมพิวเตอร์ผมด้วย!!!!
เป็น “เจ้านาย” คนแรกที่ทำงานต่างแดนร่วมกันมาตั้งแต่ “นิวยอร์ก”
เป็น “เจ้านาย” ที่รักและเคารพเหมือนญาติ เพราะเคยไปอาศัยซุกหัวนอนที่บ้านของเขาในนิวเจอร์ซี่เป็นเดือน กว่าจะหาบ้านเช่าตัวเองได้สำเร็จใน “ควีน”
และเป็น “เจ้านาย” ที่ผมได้รับความรู้ใหม่ๆ ที่ในตำราเล่มไหนก็ไม่มีสอน ตลอดเวลา
ปกติ “เจ้านาย” คนนี้จะเดินทางมาเมืองไทย ปีละ 2-3 ครั้ง เพราะยังมีธุรกิจนำเข้าที่ต้องติดต่อซัพพลายเออร์ที่นี่ด้วย..

++++++++++++++++++++++
มาเมืองไทยครั้งล่าสุด ผมมีโอกาสได้ไปเคารพพบปะ สนทนาด้วยในวันอาทิตย์ที่ 25 ตุลาคม 2552
เราคุยกันสัพเพเหระ ถามไถ่สารทุกข์สุขดิบ และผมได้เล่าถึงโครงการจะเขียนพอคเก๊ตบุ๊คเล่มใหม่ ในแนวทางสร้างธุรกิจด้วยสองมือตัวเอง เลยถือโอกาส (ขอความรู้อีกครั้ง) ให้ “เจ้านาย” คนนี้เล่าประสบการณ์ที่เขาทำธุรกิจแล้วล้มลุกคลุกคลานทั้งที่ อังกฤษ และอเมริกา ให้ฟัง….

“คนเราต้องใจสู้เสียก่อน แล้วสู้นี่ต้องสู้แบบหัวชนกำแพงเลยนะ จึงจะประสบความสำเร็จ” เจ้านายผมย้ำ
“หัวชนกำแพงก็เจ็บสิครับ” ผมแย้ง เพราะห่วงว่าหัวจะแตกตายก่อนรวย
“อ้าว เวลาที่ชนกำแพงแล้วหัวเจ็บ ถ้าเจ็บก็ต้องจำใช่ไหม ครั้งต่อไปจะได้ระวังไง ! ถ้าใจสู้ แต่ไม่ยอมทำ ทำก็ทำไม่เต็มที่ เอาแต่กลัวเจ็บ จะมีธุรกิจของตัวเองเกิดขึ้นได้ไง หลักสำคัญคือ เวลาทำธุรกิจต้องทุ่มเท แม้ล้มเหลวแต่เราก็ยังได้บทเรียน”

++++++++++++
บางที .......ผมคิดว่าการจะเป็นนายตัวเองที่ดีในอนาคตได้นั้น ควรต้องเริ่มต้นด้วยการหา "เจ้านายที่ดี" ให้ได้เสียก่อน !!!
อ้อ....ผมลืมบอกไปว่า “เจ้านาย” ของผมคนนี้ชื่อ คุณสุโชติ ปาลีวงศ์ ครับ

วันอังคารที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2552

วิธีคิดไม่ธรรมดาของมาร์ติน วีลเลอร์

" คนไทยมีพระเจ้าอยู่หัว มีแผ่นดินที่อุดมสมบูรณ์ มีศาสนาพุทธที่ดีมาก ทั้ง ๓ อย่างนี้ พยายามรักษาเอาไว้ให้ได้ "

นิยามความรวยกับความจน
มันเป็นเรื่องแปลกนะที่ประเทศไทยคนยากจนมีหนี้สินเยอะ ที่อังกฤษมีแต่คนรวยที่มีหนี้สิน คนจนไม่มีหนี้เพราะเขาไม่ให้คนจนยืมเงิน เนื่องจากกลัวจะไม่มีปัญญาใช้คืน จึงไม่มีสิทธิ์มีหนี้สิน แต่คนรวยยืมเงินได้
คำว่ารวยกับคำว่าจน มันคืออะไรกันแน่
ที่ขอนแก่นเขาว่าผมบ้าบ้าง ฝรั่งยากจนบ้าง ฝรั่งตกอับบ้าง ฝรั่งขี้นก ฝรั่งไม่มีเงิน แต่ผมบอกว่าไม่ใช่ ผมรวยนะ เขาถามว่ารวยได้ยังไง ผมบอกว่า ๑ . ผมมีบ้าน ผมทำบ้านเล็ก ๆ เป็นกระท่อมน้อย ๆ เอาหญ้ามามุงหลังคา ชาวบ้านเรียกว่าเถียงนา ไม่ใช่บ้านหรอก ผมบอกว่าใช่ มันบ้านของผม ไม่ใช่บ้านเจ้านาย ราคาหนึ่งหมื่นสองพันบาท อยู่ได้ครับ มันกันแดด - กันฝนได้ แค่นั้นผมก็รวยแล้ว ๒ . มีที่ดินแค่ ๖ ไร่เท่านั้นเอง ที่นั่นเขาบอกว่ากระจอกมีนิดเดียว แต่สำหรับฝรั่งมันเยอะมาก จริง ๆ ผมคิดว่ามันเป็นเรื่องสำคัญ เป็นพื้นฐานของชีวิต เราต้องมีที่อยู่อาศัยเป็นของเรา ไม่ใช่ของเจ้านาย เพราะว่าถ้ามันเป็นของเจ้านาย เราต้องไปหาเงินให้เขา ถ้าเราไม่มีเงินเขาก็ไล่เราออก เราไม่มีที่อยู่นะ เพราะฉะนั้นต้องมีบ้านเป็นของตัวเองไว้ก่อน ซึ่งผมก็มีบ้าน คิดว่าลูกของผมจะต้องมีบ้านแน่ ๆ ด้วย
เรื่องเกษตรผมทำไม่เก่ง แต่ที่ทำได้ง่าย คือปลูกต้นไม้ ไม้ประดู่ ไม้สะเดา ไม้ยาง ปลูกไว้ให้ลูกสร้างบ้าน ประเทศไทยอุดมสมบูรณ์ ต้นไม้โตเร็วมาก แค่ ๒๕ - ๓๐ ปี ตัดได้แล้ว ไม่เหมือนอังกฤษ ๒๐๐ ปีได้เท่านี้เอง เพราะอากาศเย็น เป็นเรื่องแปลกที่คนไทยจะบ่น โอ๊ย ... มันร้อน ๆ ผมว่ากลับเป็นเรื่องดี แสงแดดเยอะจะทำการเกษตรได้ตลอดเวลา ๑ ปี ทำได้ทุกวัน แต่คนไทยจะบ่นว่าร้อน ๆ ไม่เอา .. ไม่เอา .. อยากเป็นคนผิวขาวดีกว่า แต่คนอังกฤษเขาถือคนผิวขาวเป็นคนจน เพราะว่าไม่มีปัญญาจะไปเมืองนอก ซึ่งกลับกันเลย แม้แต่พ่อของผมเขาก็ยังมีเครื่องอาบแดดเพื่อให้ผิวเป็นสีแทน ให้ดูเป็นแบบคนมีสตางค์ แต่คนไทยกลับอยากมีผิวขาว
ผมมีลูก ๓ คน ชาย ๒ หญิง ๑ สิ่งสำคัญที่สุด ๒ เรื่องในชีวิตของเรา คือ ๑ . ต้องมีบ้านเป็นของตัวเองให้ได้ จึงจะถือว่าชีวิตประสบความสำเร็จ ๒ . ต้องมีงานทำทุกวัน ไม่ได้จำกัดว่าต้องเป็นงานอะไร แต่ขอให้มีงานทำทุกวัน ชีวิตจึงจะไม่สูญเปล่า วิธีเดียวที่รับประกันได้ว่าลูกมีงานทำ คือการมีที่ทำกินให้เขา และเราต้องช่วยให้เขาทำเป็น ผมคิดว่าคนชนบทจริง ๆ ใครมีที่ดินทำกินแล้วจะไม่ตกงาน เว้นแต่คนขี้เกียจ ซึ่งบางคนมีที่ดินเยอะแต่ไม่ยอมทำ ถ้าเราสั่งสอนให้ลูกรู้จักทำมาหากินเขาก็ไม่ตกงาน ผมถือว่างานที่อิสระและมีประโยชน์มากที่สุด คืองานเกษตร ซึ่งช่วยให้เรากินอิ่มทุกวัน คนอังกฤษกินไม่อิ่มเยอะมากนะ ผมไม่อยากให้ลูกของผมอดอาหาร อยากให้ลูกกินอิ่มในลักษณะที่ส่งเสริมสุขภาพด้วย กินอาหารที่ไม่มีสารพิษ กินอาหารแบบเรียบง่ายก็ได้แต่อิ่มทุกวัน เมื่อมีบ้าน มีงาน มีอาหาร ลูกของผมก็จะรวยที่สุด ... ฯลฯ
จุดอ่อน - จุดแข็งของคนไทย
ผมคิดว่าคนไทยส่วนมากยังไม่เข้าใจระบบทุนนิยม เห็นฝรั่งที่ไหนก็คิดว่ารวยหมด คิดว่าการพัฒนาในระบบทุนนิยมจะทำให้ทุกคนมีเงิน ไม่เข้าใจว่าประเทศที่พัฒนาระบบทุนนิยมนานแล้ว เช่น อังกฤษ , สหรัฐ มีปัญหาเยอะมาก แต่คนไทยก็คิดว่าเมืองนอกดีกว่า อันนี้จุดอ่อนครับ คือคนไทยสนใจเมืองนอก ไม่ได้สนใจประเทศไทย ผมเป็นฝรั่ง คุณเลยนั่งฟังผม ถ้าผมเป็นชาวบ้าน คุณจะไม่สนใจผม อันนี้เป็นจุดอ่อนนะ แต่จุดแข็งคือ ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ แผ่นดินประเทศไทยอุดมสมบูรณ์มาก ๆ มีดินเยอะมาก น้ำเยอะมาก แสงแดดเยอะมาก ทำเกษตรอยู่รอดแน่ เป็นพลังแผ่นดิน ใคร ๆ ก็อยากได้ประเทศไทย ผมก็ได้ถึง ๖ ไร่ คนไทยโชคดีมาก ๆ ที่ได้ในหลวงเป็นผู้นำ พระองค์ท่านเป็นคนที่ทำงานหนักมากเพื่อช่วยให้คนคิดได้ ช่วยให้คนอยู่ได้ จะหากษัตริย์ในประเทศอื่นไม่ค่อยมีแบบนี้ ปัญหาคือคนไทยส่วนมากนับถือในหลวง แต่ไม่ยอมปฏิบัติตามคำสอนของในหลวง พระองค์ท่านบอกมา ๒๗ ปีถึงเศรษฐกิจพอเพียง แต่คนไทยก็ไม่รู้จักพอเพียง เอาอย่างเดียว ถึงยกมือไหว้ในหลวง แต่เวลาดำรงชีวิตไม่ได้ทำตามในหลวง ก็ในหลวงบอกไว้แล้วว่า ไม่จำเป็นที่จะต้องเป็นเสือ ขอให้มีอยู่มีกินไว้ก่อน
ถ้าทุกคนเริ่มคิดจริง ๆ ถึงสิ่งที่ในหลวงพูด เราน่าจะช่วยให้ประเทศไทยอยู่ได้ เพราะความคิดของในหลวงเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงต้องอาศัยพลังแผ่นดิน ทำได้เฉพาะประเทศไทยนะเศรษฐกิจพอเพียง ที่อื่นทำไม่ได้หรอกเพราะเขาไม่มีที่ดิน ไม่มีทรัพยากรธรรมชาติเยอะเหมือนประเทศไทย พวกคุณโชคดีที่ได้แผ่นดินดี ๆ ได้ผู้นำ ( ในหลวง ) ที่ดีด้วย
เรื่องที่ ๓ เรื่องศาสนา ผมคิดว่า ศาสนาพุทธมีความสำคัญมาก ๆ สำหรับคนไทย ไม่ใช่แค่นับถือไหว้พระ แค่นั้นไม่พอแต่อยู่ที่การปฏิบัติด้วยนะ มักน้อย สันโดษ พอเพียง ธรรมะคือธรรมชาติ เป็นเรื่องง่าย ๆ พึ่งตนเองก็ได้ ปรัชญาของศาสนาพุทธทำได้นะแต่คนไทยจำนวนน้อยที่เข้าใจ จริง ๆ แล้วศาสนาพุทธเป็นศาสนาที่ออกแบบให้เหมาะสมสำหรับคนบ้านนอก ให้ใช้ชีวิตร่วมกับธรรมชาติโดยไม่ทำลาย ไม่เอาเปรียบ แต่ให้เราเป็นส่วนหนึ่งของธรรมขาติ อยากบอกอะไรคนไทย คุณโชคดีมาก ๆ ที่เกิดในประเทศไทยที่อุดมสมบูรณ์ ไม่ต้องไปรบกับใคร ไม่ต้องไปเอาน้ำมันจากใคร ไม่ต้องไปเบียดเบียนคนอื่น ประเทศไทยอยู่ได้ กินอิ่ม มีเหลือแจกด้วย อย่าไปคิดเรื่องเงินอะไรมาก อย่าลดคุณค่าความเป็นไทยของตัวเองลง คนไทยส่วนมากนิสัยดีจริง ๆ คนไทยมีน้ำใจ หายากนะ คนไทยมีพระเจ้าอยู่หัว มีแผ่นดินที่อุดมสมบูรณ์ มีศาสนาพุทธที่ดีมาก ทั้ง ๓ อย่างนี้ พยายามรักษาเอาไว้ให้ได้
ชีวิตที่ไม่ทะเยอทะยานเกินไป คือชีวิตที่มีคุณภาพ ชาวบ้านทุกคนทำได้ ผมเองถึงยังทำไม่สำเร็จแต่มั่นใจว่าจะทำได้แน่ในอนาคต ถ้าผมทำได้คนอื่นก็คงทำได้ง่ายกว่าผมเยอะ ทุกอย่างอยู่ที่เรา ถ้าเราไม่อยากได้อะไรมากเกินไปในชีวิต ชีวิตมันก็ง่าย พยายามทำให้ชีวิตมันง่ายขึ้นอย่าให้มันสับสน อย่าให้มันลำบาก พยายามรักษาสิ่งแบบนี้ให้ดี และอย่าเชื่อฝรั่งมากเกินไป
ขอขอบคุณข้อมูลจาก chaiyo.com

วันอาทิตย์ที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2552

รับสมัครสมาชิก

สถาบันพัฒนาทรัพยากรความรู้ Knowledge Development Resources Institute (KDRi) จะเปิดรับสมัครสมาชิกรุ่นแรก (โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย) ตั้งแต่วันนี้ ถึงวันที่ 31 ตุลาคม 2552 เพียงท่านส่งข้อมูลที่สมบูรณ์เกี่ยวกับท่าน ดังต่อไปนี้
1. ชื่อ-นามสกุล…………
2. ที่อยู่..................
3. หมายเลขโทรศัพท์……………………
4. อีเมล……………………..
5. ลักษณะของธุรกิจที่ดำเนินงาน…………………..
6. หัวข้อการอบรมที่ท่านสนใจ.......................
7. ปัญหาทางธุรกิจที่ประสบอยู่......................หรือในกรณีเริ่มต้น อยากทำธุรกิจอะไร.........................
กรอกข้อมูลให้ครบแล้วส่งอีเมลมาที่ thaimarketonline@gmail.com เพียงเท่านี้ท่านก็จะได้เป็นสมาชิกของสถาบันโดยจะได้รับข่าวสารรวมถึงสิทธิพิเศษต่างๆ ซึ่งจะแจ้งให้ทราบภายหลัง

พิเศษสุด สำหรับท่านที่ส่งรายชื่อไว ในลำดับที่ 1-2-3 เรามีของสมนาคุณเป็นหนังสือ “ครีเอทีฟไล่ควาย” อภินันทนาการจัดส่งถึงบ้านให้คนละ 1 เล่มส่วนท่านที่ได้ลำดับที่ 9-19-29 ก็จะได้รับหนังสือ “ครีเอทีฟไล่ควาย” จัดส่งถึงบ้านฟรีอีกเช่นเดียวกัน ...(รายชื่อผู้โชคดี และรายชื่อสมาชิกจะประกาศให้ทราบผ่านเว็บไซต์นี้)

วันศุกร์ที่ 9 ตุลาคม พ.ศ. 2552

สบายกับสนุก



หากท่านต้องการข่าวสารด้านการดำเนินธุรกิจ และรับสิทธิพิเศษ ส่วนลดค่าอบรมสัมมนา จากสถาบันพัฒนาทรัพยากรความรู้ สามารถดูรายละเอียดได้ที่ http://www.schoolofsme.com/

หนังสือ 3 มิติ

การขายหนังสือยุคนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย นอกจากเนื้อหาที่ดีแล้ว บางทียังต้องมีรูปเล่มที่น่าสนใจ เหมือนอย่างหนังสือ POP UP สตาร์วอร์สเล่มนี้ นอกจากภาพนิ่งแล้ว เขายังทำภาพเคลื่อนไหว ให้ดูน่าซื้ออีกด้วย ใครสนใจก็ติดต่อมาได้ที่ โทร 084-140-6000 ผมมีขายให้เล่มหนึ่งครับ

วันพฤหัสบดีที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2552

ห้างสรรพสินค้าแห่งความรู้

วันที่ 8 ตุลาคม 2552 เวลา 10.30 น. สถาบันพัฒนาทรัพยากรความรู้ Knowledge Development Resources Institute (KDRi) ได้จัดงานแถลงข่าว เพื่อเปิดหลักสูตร ศูนย์การค้าแห่งความรู้ ระดมที่ปรึกษาธุรกิจจัดหลักสูตรยุทธศาสตร์องค์กร , การจัดการบริหารระบบการเงินการบัญชี และ การการตลาดยุคดิจิตอล พร้อมดึงพันธมิตรทุกเครือข่ายสนับสนุน SMEs ไทยก้าวสู่ตลาดโลก

อ. เจิดศิริ สุขเสริม ประธานเจ้าหน้าที่บริหารทรัพยากรความรู้ Chief Knowledge Officer (CKO) ของสถาบันพัฒนาทรัพยากรความรู้ เปิดเผยว่า ขณะนี้ทางสถาบันจะเปิดหลักสูตรอบรมชนิดเข้มข้น โดยระดมสายงานมืออาชีพจากหลายวงการมาร่วมพัฒนาผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ภายใต้คอนเซปท์ Department Store of Knowledge ขึ้นเป็นแห่งแรกของประเทศไทย

โครงการดังกล่าว เกิดขึ้นเนื่องจากช่วงภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว เมื่อตนเข้าไปรับหน้าที่ที่ปรึกษาให้กับหลายธุรกิจพบว่า อุปสรรคที่ทำให้ผู้ประกอบการธุรกิจขนาดกลางและย่อมของไทยประสบปัญหานั้น เกิดจาก “ปัจจัยภายใน” มากกว่า เมื่อ เศรษฐกิจของโลกมากระทบจึงทำให้ปัญหานั้น “สะท้อนผล” ออกมาเร็วมากยิ่งขึ้น เนื่องจากไม่มีภูมิความรู้คุ้มกัน และปรับตัวไม่ทันกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

ปัญหาหลักของผู้ประกอบการธุรกิจขนาดกลางและย่อมของไทย ประกอบด้วย 3 ประเด็นหลัก คือ เรื่องของการจัดการองค์กร ซึ่งครอบคลุมถึงการบริหารงานและคน ที่ยังขาดการพัฒนาการอย่างต่อเนื่อง เรื่องที่สองคือการจัดระบบการเงิน และบัญชี บางกิจการขายมากกลับขาดทุนมาก และเรื่องที่สามคือด้านการตลาด แม้ว่าจะมีการโฆษณาประชาสัมพันธ์ แต่หากไม่ถึงกลุ่มเป้าหมาย ก็ทำให้การใช้งบประมาณขาดประสิทธิภาพ

“การอบรมของเรานอกจากจะมีวิทยากรซึ่งมีประสบการณ์ด้านธุรกิจแล้ว เรายังนำนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จในระดับสากล, หรือได้รับรางวัลนวัตกรรมดีเด่นมาร่วมเป็นผู้ให้คำแนะนำโดยตรง นอกจากนั้น ยังมีเครือข่ายนักธุรกิจต่างประเทศที่ให้ความสนใจในผลิตภัณฑ์ของคนไทย และพร้อมที่จะเป็นตัวแทนจัดจำหน่ายในประเทศของเขาเข้ามาร่วมสนับสนุนด้วย”

อ. ธีรเสฏฐ์ ศิรธนานนท์ อดีตผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาสาทรธานี มหาวิทยาลัยรังสิต , ผู้บริหารระดับสูงด้านการเงินและการบัญชีจากองค์กรเอกชนหลายแห่ง และเป็นหนึ่งในทีมบริหารของสถาบันพัฒนาทรัพยากรความรู้ กล่าวเสริมถึงเรื่องดังกล่าวว่า การอบรมในครั้งนี้จะเน้นเชิงปฏิบัติมากกว่าทฤษฏี โดยหลักสูตรจะพัฒนาให้ผู้ประกอบการไทยรู้จักวิธีคิดแบบสร้างสรรค์ ซึ่งจะได้มีการนำเจ้าของธุรกิจที่ได้รับรางวัลในต่างประเทศ อาทิ คุณถาวร เตชะไกรศรี จากทีไทยสแน็ค เจ้าของปลาหมึกอบกรอบสควิดดี้ และเจ้าของผลงานเหรียญเงินจากงานประกวดนวัตกรรม SIIF ที่ประเทศเกาหลี - ถั่วเคลือบน้ำดอกกุหลาบ , คุณประพันธุ์พงษ์ นทกุล จากโนวัสอินเตอร์เทรด เจ้าของยาสีฟันเดนต้าเมท เจ้าของรางวัลเหรียญทอง 2 รางวัล จากงาน SIIF ที่ประเทศเกาหลีเช่นกัน ผลงานยาสีฟันเม็ดฟู่ , คุณยุทธนา อโนทัยสินทวี The Remaker by Yuttana เจ้าของผลงานล่าสุด Garmennto รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 จากสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ และเหรียญเงินจากงาน SIIF เช่นเดียวกัน มาร่วมทำงานกับทีมที่ปรึกษาเพื่อสร้างมุมมองใหม่ของการพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการเอสเอ็มอีของไทยให้ก้าวเทียบชั้นระดับโลกได้อย่างเต็มที่ โดยเฉพาะด้านการสนับสนุนเงินทุนในการพัฒนาธุรกิจจากภาครัฐบาลด้วย
อ. สิทธิเดช ลีมัคเดช ผู้พัฒนากล้วยตากออนไลน์ Bananaclick.com ที่ปรึกษาธุรกิจอิสระ ที่เข้าร่วมทีมบริหารของสถาบันนี้ เห็นตรงกันว่า การเปิดหลักสูตรอบรมภายใต้แนวคิด ห้างสรรพสินค้าแห่งความรู้ (Department Store of Knowledge) นี้ จะต้องตอบสนองความต้องการของผู้ประกอบการในปัจจุบันที่มีปัญหาหลากหลายและไม่เข้าใจว่าปัญหาของตนเอง สมควรได้รับการแก้ไขในระดับใด ด้วยความรวดเร็วอย่างไร รวมทั้งการมีทีมงานที่มีประสบการณ์เป็นเพื่อนคู่คิดทางธุรกิจ จึงได้หารือกับ ดร สุกิตติ เอื้อมหเจริญ ซึ่งคร่ำหวอดในวงการธุรกิจมากว่า 20 ปี และคิดค้นกระบวนการแก้ปัญหาแบบ DAAA (ดี ทริเปิ้ล เอ) ซึ่งเป็นลิขสิทธ์เฉพาะ โดยช่วงเริ่มต้นนี้ จะเน้นในเรื่องของการวิเคราะห์ปัญหาอันเกิดจากการจัดระบบขององค์กร (พัฒนาทรัพยากรมนุษย์) , การบริหารระบบการเงินและบัญชีฝ่าวิกฤติเศรษฐ , และการขยายตลาดด้วยเทคโนโลยี (ดอทคอมเรื่องกล้วยๆ) โดยหลักสูตรเหล่านี้จะเริ่มอบรมตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน –ธันวาคม 2552

“หลักสูตรเหล่านี้ เปรียบเสมือนแผนกต่าง ๆ ในห้างสรรพสินค้า (Department Store of Knowledge) ที่ผู้ประกอบการสามารถเข้ามาเลือกได้ตามสะดวก และจะมีอาจารย์ที่ปรึกษาคอยให้คำแนะนำก่อนด้วยระบบ DAAA (เหมือน BA – Beauty Assistance) แต่ใน School of SMES เรียกว่า KA (Knowledge Assistance) ซึ่งเราจะเก็บข้อมูลไว้ในทะเบียนที่เรียกกว่า Knowledge Tank เมื่อผู้ประกอบการรู้แน่ชัดแล้วว่า ตนเองมีปัญหาอย่างไร และจะได้รับการจัดคอร์สฝึกอบรมเป็นซีรี่ย์ได้อย่างถูกต้อง เช่น บริษัท A มีปัญหาอยู่ 3 อย่าง (หลังผ่านระบบ DAAAแล้ว) ทางทีมบริหารสถาบันฯ จะจัดหลักสูตรให้ตามจังหวะของปัญหานั้น ๆ คือ Knowledge Shopping List ไว้ในรถเข็นที่เราเรียกว่า Knowledge Shopping Cart ประจำตัวของผู้ประกอบการนั้น ๆ เมื่อผ่านการฝึกอบรมไป จะมีการติดตามผลโดยทีมที่เรียกว่า Knowledge Assessor ซึ่งจะทำให้สถาบันฯ สามารถวัดผลและค่าความสำเร็จของการมาฝึกอบรมในครั้งที่แล้ว และสามารถจัดเตรียมให้แก่ผู้ประกอบการได้ในครั้งต่อไปได้อย่างดี โดยทีมบริหารถือว่า ความสัมฤทธฺ์ผลและความคุ้มค่าของการฝึกอบรมจากสถาบันเคดีอาร์ ภายใต้ School of SMES ถือเป็นส่วนหัวใจสำคัญที่สุด ซึ่งหากผู้เรียน ศึกษาแล้วไม่เข้าใจ สามารถกลับมาเรียนซ้ำ โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ทีมบริหารเรียกว่า ระบบ KRM (Knowledge Relationship Management)”

สถาบันเคดีอาร์ ภายใต้โครงการ School of SMES ถือเป็น อีกแนวทางเลือกหนึ่งของระบบที่ปรึกษาและการพัฒนาศักยภาพทางธุรกิจให้แก่ผู้ประกอบการไทย รวมถึงจากต่างประเทศที่ต้องการทำธุรกิจและยกระดับฐานะธุรกิจของตนเองให้อยู่รอดอย่างยั่งยืนในประเทศและต่างประเทศต่อไป ซึ่งผู้สนใจสามารถติดต่อขอข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ สถาบันเคดีอาร์ โทรศัพท์ 081-694-1428

วันพุธที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2552

หนังสือ

"หนังสือ" ถือเป็นสินค้าที่ประสบความสำเร็จในการขายผ่านเว็บไซต์ช่วงยุคแรกๆ โดย http://www.amazon.com/ เป็นผู้จุดพลุ ให้สำนักพิมพ์ต่างๆ ต้องเข้ามาหาพื้นที่ออนไลน์ขายกันบ้าง ทั้งนี้เพราะเจฟฟ์ เบซอส รู้ดีว่า ในช่วงต้น คนซื้อยังห่วงเรื่อง "มาตรฐาน" ของสินค้า แต่ถ้าเป็นหนังสือแล้ว ผลิตออกมาจะมีมาตรฐานเหมือนกันหมด คนซื้อไปดูลักษณะรูปเล่มที่ร้าน แล้วมาสั่งซื้อผ่านเว็บไซต์ในราคาที่ถูกกว่า

หนังสือเป็นธุรกิจที่สร้างรายได้ให้กับคนหลายๆ กลุ่ม ผมเพิ่งรู้เดี๋ยวนี้เองว่า ธุรกิจร้านเช่าหนังสือ เป็นธุรกิจที่คืนทุนเร็ว อย่างปกนิตยสารบอกราคา 90 บาท เขาให้เช่าวันละ 9 บาท !!!
เช่า 10 วันได้ทุนคืนแล้ว!
แถมหนังสือเล่มนั้น รักษาดีๆ (หุ้มปกพลาสติก) ยังเอาไปขายต่อหากำไรได้อีก
ร้านหนังสือทั่วไป คงต้องรอ หนังสือ "คุณภาพ" ดีๆ สักเล่มมาเป็นตัวดึงยอดขาย
คำว่า "คุณภาพ" นั้น ครอบคลุมความหมายกว้างมาก ทั้งเนื้อหาที่ตลาดมีความต้องการ อย่างช่วงนี้จะเป็นเรื่องความฉลาด,ธรรมะ, การดำเนินธุรกิจ, การจัดรูปเล่ม, การออกแบบปก (อย่าไปเชื่อว่าหนังสือไม่ได้ตัดสินกันที่ปก....เพราะลองทำปกไม่สะดุดตา คนซื้อก็ไม่หยิบมาตัดสินแล้ว)

สำคัญที่สุดคือ "ขนาด" ของตัวอักษร ถ้าเล็กเกินไป ต่อให้เนื้อหาดีขนาดไหน คนก็ไม่อยากลำบากเพ่งอ่าน โดยเฉพาะผู้สูงวัย...การออกแบบตัวอักษรจึงเหมือนการเลือกกลุ่มเป้าหมาย ดังนั้นคนทำต้องรู้เสียก่อนว่า "คนอ่าน" คือใคร แล้วจึงค่อยไปเลือก "ฟร้อนต์"

นักเขียนหลายคนบ่นกับผมมากว่า ต่อให้หนังสือดี แต่พอเข้าร้านขายไปอยู่ที่มุมไม่ดีก็ขายไม่ได้....

เรื่องนี้ผมเคยเปรยกับคุณสมโภชน์ แห่งซีเอ็ด เขาก็บอกว่าเข้าใจปัญหานี้ดี แต่ด้วยข้อจำกัดของพื้นที่หน้าร้าน ประกอบกับแต่ละวันมีหนังสือพอคเก็ตบุ๊คเข้ามาใหม่วันละ 30 ปก ทำให้การโชว์หนังสือครบทุกปกลำบาก สัปดาห์แรกอาจจะแสดงเต็มหน้าได้ แต่สัปดาห์ต่อไป คงเรียงโชว์แค่สันปก...

ข้อจำกัดทางพื้นที่ทางกายภาพนี้เอง จึงทำให้มีคนเปิดเว็บไซต์ขายหนังสือกันมากขึ้น เพราะสามารถใส่จำนวนหนังสือที่ขายได้ไม่จำกัดปก แถมมีระบบค้นหาด้วย

"ซีเอ็ด" เองแม้มีร้านบนดินกว่า 400 สาขาก็ยังต้องมีร้านหนังสือออนไลน์เพื่อให้บริการเหล่าหนอนหนังสือ โดยเฉพาะสมาชิกที่นอกจากได้รับส่วนลด 10% (หนังสือที่ผลิต) และ 5 % (หนังสือสำนักพิมพ์อื่น) แล้ว วันดีคืนดี เขาก็จะอีเมลมาแจ้งส่วนลด โดยทำลิงค์ไปที่เว็บ http://www.se-ed.com/eShop/Products/ProductList.aspx?CategoryId=3095

จะเห็นว่า "สื่อ" สองสื่อนี้ แม้จะเป็นปรปักษ์กันในบางครั้ง (หนังสือพิมพ์หลายเล่มปิดตัวไปเพราะคนเข้าไปอ่านข่าวตามเว็บมากขึ้น) แต่หากรู้จักใช้ก็ส่งเสริมกันได้เหมือนกัน

วันนี้เล่าเรื่องหนังสือ เพื่อเตรียมต้อนรับงานสัปดาห์หนังสือที่จะเริ่มมีขึ้นในสัปดาห์หน้าครับ (15 ต.ค.52) หากมีเวลา ก็อย่าลืมแวะเวียนไปเติม "อาหารสมอง" กันได้ที่ศูนย์ประชุมสิริกิติติ์แห่งชาติ

วันอังคารที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2552

ตัวแทนจำหน่าย

ผมเพิ่งรู้สึกถึงอิทธิพลของเคเบิลทีวีก็เมื่อวันสองวันนี้เอง เพราะทันทีที่มีการออนแอร์รายการที่สัมภาษณ์ผมไปผ่านช่องทางดังกล่าว ก็มักจะมีโทรศัพท์จากผู้ชมทางบ้านโทรเข้ามาหาอย่างเร่งรีบ บางคนโทรศัพท์แบบเติมเงินใกล้หมด ยังขอร้องให้ผมโทรกลับก็มี..

รายหนึ่งรับชมจากเชียงใหม่ ว่าหลังจากดูแล้วสนใจทำอีคอมเมิร์ช โดยเฉพาะ ที่ผมอยากให้เริ่มต้นด้วยการฝึกมีอีเมลก่อนนั้น ต้องซื้อคอมพิวเตอร์สเปคไหน ใช้อินเทอร์เน็ตเจ้าไหนดี ?! ผมก็แนะนำว่าให้ลองหาร้านอินเทอร์เน็ตคาเฟ่แถวบ้าน ขอร้องเจ้าของร้านให้ช่วยสร้างและสอนวิธีการรับส่งอีเมลก่อน พอเป็นแล้วก็ลองหาข้อมูลบนอินเทอร์เน็ตดู ศึกษาข้อมูล เปรียบเทียบราคา เอาพื้นฐานให้พอเป็นเสียก่อน ค่อยไปลงทุนซื้ออุปกรณ์
อีกรายเป็นข้าราชการจากประจวบคีรีขันธ์ โทรมาบอกว่าอยากจะหางานอดิเรกทำ ผมก็แนะนำว่าให้หาผลิตภัณฑ์ในชุมชนนั่นแหละ ศึกษาว่ามีจำนวนคนสนใจแค่ไหน แล้วเราจะทำตลาดอย่างไร มีความคืบหน้าอย่างไรก็แจ้งให้ทราบด้วย หลังจากทำความรู้จักคุ้นเคยกัน เธอยังชวนว่าลงใต้ผ่านไปหัวหินเมื่อไหร่ให้โทรหาได้เสมอ...

ส่วนเรื่องกล้วยตากนั้น ขณะนี้ผมไม่ได้ทำเป็นธุรกิจแล้วนะครับ เนื่องจากติดภาระกิจการบรรยาย งานสอนในมหาวิทยาลัย มีหลายสายชอบโทรมาชวนให้ซื้อกล้วยไปทำ อย่างรายล่าสุดมาจากกำแพงเพชร ผมก็เลยให้เบอร์โทรศัพท์โรงงานทำกล้วยตากพิษณุโลกให้ไปติดต่อทำธุรกิจกันเอง

ผู้ชมอีกกลุ่มหนึ่งโทรมาเพื่อเสนอให้ผมเป็นตัวแทนจำหน่ายผลิตภัณฑ์ !?!

ขอเรียนว่า การเป็นผู้แทนจำหน่ายผลิตภัณฑ์นั้น หากทำให้ได้ผลจริงๆ คงต้องทุ่มเทความตั้งใจ และเวลาจึงจะสำเร็จ ผมประเมินตัวเองแล้ว คงเหมาะกับสินค้าบางประเภทเท่านั้น
อย่างไรก็ตาม ผมเข้าใจถึงสภาวะเศรษฐกิจยามนี้เป็นอย่างดี ถ้าหากเจ้าของกิจการท่านใด อยากเผยแพร่ ข้อมูลธุรกิจก็ให้ส่งมาทางอีเมล thaimarketonline@gmail.com ผมยินดีเป็นสื่อกลางให้ครับ

ถึงบรรทัดนี้ คงมีคำถาม ว่าผมอยากเป็นตัวแทนจำหน่ายสินค้าประเภทใด
ตอบแบบกำปั้นทุบดิน ว่า คือสินค้าที่มีคนอยากได้

อย่างล่าสุด ผมประกาศขาย USB Port ที่เป็นเครื่องอุ่นถ้วยกาแฟ http://www.bananaclick.com/pd1136394765.htm

ปรากฏว่า ขณะนี้มีผู้สนใจติดต่อขอซื้อ 250 ชุด

ใครมีสินค้าชนิดนี้ ผมยินดีเป็นตัวแทนจำหน่ายให้ครับ!!!

วันจันทร์ที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2552

ทำไมต้องเหมือนคนอื่น

อวัจนะภาษา

วันที่ 26 ตุลาคม 2552 ผมต้องไปสอนเรื่อง"การเจรจาต่อรอง" ที่ มหาวิทยาลัยบูรพา เป็นการไปบรรยายครั้งที่สอง ซึ่งครั้งนี้ตั้งใจว่าจะปรับปรุงสาระให้เข้มข้นขึ้น เพราะหลังจากสอนไปครั้งแรก ผมรู้สึกว่า วิชานี้ไม่ธรรมดา แม้จะดูเป็นเรื่องพูดคุยธรรมดากับผู้คน แต่กลับมีผลอย่างมากในการที่จะทำให้ธุรกิจเจริญรุ่งเรือง

เรียกว่า "พูดไม่เข้าหู" ต่อให้มีเงินก็ซื้อไม่ได้! แต่ถ้าพูดถูกใจ ให้กันฟรีๆ ก็มีให้เห็น

ยิ่งค้น ยิ่งได้ความรู้เยอะครับ อย่างเช่นผมไปพบข้อมูลว่า ความน่าเชื่อถือของ "คำพูด"คน นั้นมีเพียง 15 % ที่เป็นผลเท่านั้นเอง

คนเรากลับเชื่อกริยา ท่าทางที่แสดงออก (โดยไม่รู้ตัว) หรือบุคลิกมากกว่า"คำพูด"

มิน่าจึงต้องมีการทำ "สัญญา" เป็นลายลักษณ์อักษร นอกจาก "กันลืม" แล้วยังกลัวคนพูด "ไม่รับผิดชอบ"

วันอาทิตย์ที่ 4 ตุลาคม 2552 ผมกลับไปเยี่ยมคุณพ่อคุณแม่ และถือโอกาสทำการทดลองเรื่อง "ภาษากาย" กับ หลานก๊อป ซึ่งอยู่ในวัย 1 ปี กับ 25 วัน ว่าจะมีปฏิกริยา "สื่อสาร" อย่างไร ในเมื่อยังสนทนาไม่เป็นภาษา!


คลิปวิดีโอนี้จะเห็นว่า หลานก๊อป ชอบทานน้ำหวาน มากกว่าอาหารที่คุณแม่ป้อนให้
ไม่ต้องบอกก็รู้ และจากสีหน้านั้น สุดจริงใจมากครับ!!!

วันอาทิตย์ที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2552

วันเสาร์ที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2552

สะกดจิตตัวเอง


มีผู้กล่าวว่า “ค่าของคนอยู่ที่ผลของงาน”
ผมเพิ่งพบว่า “ผลของงานจะดีขึ้นเมื่อคนทำงานอย่างมีสมาธิ”
ไม่ว่างานอะไร หากขณะที่เราทำ แล้วตั้งใจว่า เราเป็นที่หนึ่งในงานนั้น มันจะทำให้สมองของเรากลั่นกรอง วิเคราะห์ เฉพาะเรื่องที่ทำอยู่ตรงหน้า
แม้แต่กิจกรรมง่ายๆ อย่างล้างจาน ที่ใครหลายคนบอกว่าไม่เห็นจำเป็นต้องตั้งใจเลย แต่หลายครั้งจะสังเกตุเห็นว่า จานที่ล้างแล้วบางใบ ยังมีมดขึ้น นั่นแสดงว่ายังมีกลิ่นอาหารอยู่ หรือแม้แต่นิ้วที่จับโดนคราบมัน ก็หมายถึงว่ายังล้างไม่เกลี้ยง
แต่หากในขณะที่ล้างจานอยู่นั้น ให้คิดว่า ฉันจะเป็นคนล้างจานที่เก่งที่สุดในโลก

ความคิดแบบนี้จะทำให้เราตั้งใจล้างจาน
และผลของจานที่ล้างด้วยความตั้งใจจะสะอาดสมบูรณ์แบบ
อยากให้เริ่มต้นจากงานง่ายๆ แบบนี้ก่อน
แล้วค่อยๆ ขยับไปกิจกรรมที่มีความซับซ้อน และงานที่มีความยากขึ้น
เมื่อเราตั้งสติ ค่อยๆ ทำ จะพบว่า งานเหล่านั้น ดีขึ้นกว่าเดิมอย่างน่าประหลาดใจ
การที่เราทำงานพลาด
หลายครั้งจะพบว่า
“สติ” ไม่ได้อยู่ที่งาน คิดเรื่องที่ไม่เกี่ยวข้อง หรือฟุ้งซ่านไปเรื่อย
“จิต” นั้น เป็นสิ่งที่ควบคุมได้ยาก
เปรียบเหมือน
“ลิง” ที่จะให้นั่งนิ่งๆ นานๆ ก็คงเป็นเรื่องฝืนสัญชาติญาณ
แต่เรื่องเหล่านี้ฝึกกันได้
อยู่ที่จะหมั่นซ้อม หมั่นฝึกกันแค่ไหน !?

++++++++++++++++++

“ความทรงจำ” ก็เช่นเดียวกัน
เป็นสิ่งที่แปลก เรื่องที่อยากลืมกลับจำ เรื่องที่อยากจำกลับลืม!
แต่หากเรารู้จักฝึก
“สะกดจิต” ตัวเอง
หากเป็นเรื่องที่เจ็บปวด คิดไปก็ไม่มีอะไรดีขึ้น เป็นเรื่องรกสมอง ก็ต้อง “หัดปิด” ความทรงจำส่วนนั้น
ความจำเปรียบไปก็เหมือนลิ้นชัก ที่เก็บเอกสาร
หากเอกสารนั้น ยังไม่สามารถเก็บไปทิ้ง หรือล้างออกจากใจได้
ก็อย่าไปหมั่นเปิด
นึกขึ้นมาทีไรก็ต้องปิด
ย้ายไปคิดเรื่องอื่นแทน ให้ความสำคัญกับปัจจุบัน ตั้งใจทำงานที่อยู่ตรงหน้าให้ดีที่สุด
ฝึกแบบนี้บ่อยๆ
เรื่องที่อยากลืม ก็จะเลือนไปจากความทรงจำ
เอาความคิดดีๆ ไปทำประโยชน์อย่างอื่นดีกว่า

“Fear can hold you prisoner,
Hope can set you free”

วันศุกร์ที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2552

ด้านตรงข้าม

เวลาเราทำอะไร มีคนทัก ก็มักว่าต้องฟังกันบ้าง
อย่างจะออกจากบ้าน แค่จิ้งจกร้องทัก บางคนยังไม่กล้าออกไปไหน
หาว่า "ลางไม่ดี"!!!
เชื่อแบบนี้มากๆ ก็จะกลายเป็นว่า "ชะตาชีวิตของเรา" เอาไปฝากไว้กับคนอื่น
ทางออกเรื่องนี้ "น่าจะฟังหูไว้หู" ดูจะเป็นการดีที่สุด
วันนี้ ผมได้รับฟอร์เวิล์ดเมลมา อ่านแล้วคล้ายๆ กับการเริ่มต้นบริษัทออกแบบแห่งหนึ่ง ซึ่งเติบโตท่ามกลางเสียงคัดค้านของผู้คนในวงการ

++++++++++++++++++
ครั้งหนึ่งมีกบตัวเล็กๆ ฝูงหนึ่งได้มาร่วมกันจัดการแข่งขันเพื่อปีนขึ้นไปบนยอดเสาไฟฟ้า
กลุ่มชนชาวกบมากมายมารอชมและเชียร์การแข่งขันครั้งนี้ การแข่งขันเริ่มต้นขึ้น
พูดอย่างตรงไปตรงมาว่าไม่มีกบตัวใดจะเชื่อว่า เจ้ากบตัวเล็กๆ เหล่านั้นจะปีนขึ้นไปจนถึงยอดเสาได้หรอก
มีเสียงพูดลอยๆมาให้ได้ยินเป็นต้นว่า

"เขาไม่มีทางจะขึ้นไปถึงยอดได้หรอกมันยากลำบากขนาดนั้น"
"เขาไม่มีโอกาสจะประสบความสำเร็จหรอกเสามันสูงขนาดนั้น"เจ้ากบตัวน้อยๆเหล่านั้นก็เริ่มร่วงหล่นลงมาทีละตัว

กบบางตัวส่งเสียงร้องตะโกนว่า "มันยากเกินไป ไม่มีใครทำได้หรอก" กบน้อยส่วนใหญ่จึงเริ่มเหนื่อยและยอมแพ้

แต่มีกบตัวหนึ่งซึ่งยังคงปีนอย่างมุ่งมั่น สูงขึ้นและสูงขึ้น เจ้าตัวนี้ไม่มีทางยอมแพ้ และ เมื่อการแข่งขันดำเนินไปเรื่อยๆ กบตัวอื่นๆ ต่างยอมแพ้หมด ยกเว้นกบตัวน้อยๆ ตัวนั้น ด้วยความพยายามสุดกำลัง มันสามารถปีนขึ้นสู่ยอดเสาได้
กบทุกๆ ตัวอยากรู้จังว่า เจ้ากบตัวเล็กๆตัวนี้มีพลังในการปีนขึ้นไปสู่ยอดเสาอันเป็นเป้าหมายจนประสบความสำเร็จได้อย่างไร?

เรื่องกลับกลายเป็นว่า....แท้จริงแล้ว เจ้ากบตัวผู้ชนะนั้นหูหนวก???

ดังนั้น เมื่อเวลาจะทำงานใดๆ ให้ประสบความสำเร็จ บ่อยครั้งเราอาจต้องเป็นเหมือนกบตัวนั้น
นั่นคือ ต้องทำตัวเป็นคนหูหนวกเสียบ้าง จงพยายามคิดเชิงบวก
ความฝันทั้งหลายที่เรามีเราสามารถทำให้มันเป็นจริงได้ด้วยความพยายามอย่างสุดกำลังและ
ด้วยการให้กำลังใจตนเองอยู่เสมอ อย่าคิดมากเวลาที่มีคนคอยบั่นทอนกำลังใจ
จงบอกกับตัวเองอยู่เสมอว่า
"ฉันทำได้" "ฉันจะทำให้สำเร็จ"

วันพฤหัสบดีที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2552

This's My Future แนะนำ 10 อาชีพสุดฮิพแห่งอนาคตของไทย

มูลนิธิไทยคมร่วมเตรียมความพร้อมเด็กไทย ในกิจกรรม This's My Future แนะนำ 10 อาชีพสุดฮิพแห่งอนาคตของไทยเพื่อให้น้องๆ เลือกเส้นทางการเรียนและอาชีพได้อย่างมั่นใจ
พร้อมชวนน้องๆ ระดับมัธยมศึกษา อุดมศึกษา คุณพ่อคุณแม่ และคุณครู ร่วมค้นหาอนาคตให้แก่เยาวชนของชาติได้ "เลือกในสิ่งที่ใช่ และเรียนในสิ่งที่ชอบ" กับเหล่าวิทยากรคนดังจาก 10 สาขาอาชีพแห่งอนาคตซึ่งกำลังเป็นที่ต้องการของตลาดแรงงานทั้งในและต่างประเทศ ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ http://www.thisismyfuture.org/หรือ ติดต่อเข้าร่วมกิจกรรมเป็นหมู่คณะได้ที่ มูลนิธิไทยคม โทร. 02 668 1719 - 23

ดูประวัติ 10 วิทยากรได้ที่ http://www.thisismyfuture.org/10career/Guru.asp

ใครไม่สามารถเดินทางมาร่วมฟังสัมมนา สามารถดูการถ่ายทอดสดผ่านอินเทอร์เน็ตได้ที่ http://www.voicetv.co.th/ (ระหว่างวันที่ 10-11 ตุลาคม 2552 ตั้งแต่เวลา 10.00 น.เป็นต้นไป)