วันอาทิตย์ที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

โรงงานผลิตบรรจุภัณฑ์อาหาร


ช่วงที่ผมไปเป็นที่ปรึกษาให้กับโครงการ ICE มีโอกาสได้พบปะกับผู้ประกอบการหลายธุรกิจ มีอยู่ธุรกิจหนึ่งที่น่าสนใจ เพราะลงทุนสูงถึง 300 ล้านบาท เป็นโรงงานที่ผลิตบรรจุภัณฑ์เกี่ยวกับอาหาร เพื่อรักษาคุณภาพ (Barrier Film, Shirnk Film, Nylon-LL Vaccum Bags, Retort pouch และงานพิมพ์ Faxible Packeging ทุกชนิด) ผมได้เข้าไปชมเครื่องจักรแล้วก็ต้องยอมรับว่าทันสมัยมาก เพราะใช้ระบบควบคุมโดยคอมพิวเตอร์ทั้งหมด สามารถผลิตงานได้รวดเร็ว มีมาตรฐาน ผมคุยกับเจ้าของกิจการเรื่องแผนการตลาด เขาบอกว่าในช่วงแรกนี้ ยินดีที่จะเสนอราคาพิเศษ เพื่อช่วยผู้ประกอบการธุรกิจไทยในช่วงเศรษฐกิจฝืดเคือง โดยผู้สนใจสามารถติดต่อโดยตรงได้ที่ โทร 081-484-7888 กระซิบบอกเสียหน่อยว่า "อาจารย์ก้อง แนะนำมา"
เผื่อเขาลืมลดราคาให้ครับ!?!

เฉพาะเครื่องนี้ ราคา 150 ล้านบาท ลองดูขนาดเมื่อเทียบกับความสูงเจ้าของ!


ตัวอย่างงานของลูกค้า เป็นระบบ ทรานฟรอมมิ่ง (สูญญากาศ) หรือเข้าไปดูผลงานต่างๆ ของบริษัท เอ็กซเพรสพลาสแพค (ประเทศไทย) ได้ที่ http://www.expressplaspack.com/

เครื่องจักรนี้สามารถพิมพ์ 8 สีในคราวเดียวกัน

แผนที่การเดินทางไปสู่ บริษัท เอ็กซเพรสพลาสแพค (ประเทศไทย) ซึ่งตั้งอยู่ที่จังหวัดสมุทรปราการ

วันเสาร์ที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

ระวังหวัด2009

ช่วงนี้อีเมลที่ได้รับมากที่สุดมักจะเป็นการเตือนเรื่อง หวัด 2009 เนื้อหานอกจากจะอธิบายถึงการแพร่กระจาย, วิธีป้องกัน แล้วยังมีบางฉบับอดเหน็บแนมถึงเรื่อง "ความหน้าบาง" ไม่เข้าท่าของหน่วยงานที่รับผิดชอบ และสื่อมวลชนด้วย กลัวว่าการออกข่าวมากๆ จะกระทบต่อธุรกิจ หรือรายได้การท่องเที่ยวหดหายไป

ความจริงเรื่องแบบนี้ประชาสัมพันธ์ในแนว "ตระหนัก" แต่อย่า "ตระหนก" ได้ครับ นั่นคือต้องยอมรับสถิติของผู้ป่วย ความรุนแรงของอาการไข้ที่เป็นกันง่าย และใครๆก็สามารถเป็นกันได้ ถ้าไม่รู้วิธีป้องกัน ดังนั้น วันนี้นอกจากต้องใช้วิธี "ทานของร้อน ใช้ช้อนกลาง และล้างมือแล้วก็ต้องถือหน้ากากป้องกันติดออกจากบ้านไปใช้ย่านชุมชนด้วย" เพราะไม่รู้ว่าใครบ้างที่ไม่สบาย หรือมีอาการอันอาจจะเป็นสื่อในการเผยแพร่โรคได้ แม้ว่าจะป้องกันได้เพียงแค่ 10 % ก็ยังดีกว่าไม่มีอะไรเลย

ความเข้าใจที่ว่าคนเป็นโรคเท่านั้นที่ควรใส่หน้ากากป้องกัน จึงเป็นความคิดที่ผิด ผมสงสารผู้โดยสารคนหนึ่งที่ถูกคนขับรถตู้ให้ลงเพราะเข้าใจว่าเธอเป็นโรค จะเป็นพาหะติดต่อกับผู้โดยสารท่านอื่น ทั้งๆ ที่การสวมหน้ากากป้องกันนั้นถือเป็น "ความรับผิดชอบ" ส่วนบุคคล ที่ไม่ว่าคุณจะเป็นหรือไม่เป็นก็ควรจะป้องกันเวลาไอ, จาม จะได้ไม่มีเชื้อกระเด็นกระดอนไปในอากาศ

วันที่ 15 กรกฏาคม 2552 ที่ผ่านมา ผมไปฟังปฐมนิเทศเรื่องการเรียน อีคอมเมิร์ชออนไลน์ครั้งที่ 3 ของกรมพัฒนาธุรกิจ ที่จัดขึ้นที่โรงแรมดิเอ็มเมอรัลด์ ซึ่งมีผู้เข้าร่วมนับร้อย ทางเจ้าภาพเขาก็แจกหน้ากากป้องกันให้ นับว่าเป็นไอเดียที่ดี โดยเฉพาะแนวคิดเรื่องเรียนออนไลน์ที่ผู้เรียนสามารถเรียนอยู่ที่บ้าน หาความรู้ได้ โดยไม่ต้องเดินทางมาเสี่ยง "โรคระบาด" ก็ต้องขอชมเชยผู้จัดที่ยังดันโครงการนี้มาอย่างต่อเนื่องถึง 3 ปีแล้ว

เรื่อง "หน้ากากป้องกัน" นี่ถือเป็นสิ่งสำคัญ ผมอยากจะวิงวอน บรรดาเจ้าของกิจการทั้งหลายว่า อย่าไปบังคับให้พนักงานขายของท่านไม่ใส่หน้ากาก กลัวว่าลูกค้าจะไม่เห็นรอยยิ้ม หรือไปตั้งแง่ว่าใส่หน้ากากเข้าหาลูกค้าเลย เพราะมันเป็นเรื่องของ "สุขอนามัย" และแสดงถึงความห่วงใยในสวัสดิภาพของผู้ใต้บังคับบัญชาของท่าน ซึ่งสมควรที่จะดูแลและรักใครพวกเขาเหมือนบุตรหลาน...

ถ้าวันนี้ท่านเจ้าของกิจการยังต้องซื้อหน้ากากป้องกันให้บุตรหลานสวมใส่ แล้วจะไปบังคับ ลูก (จ้าง) ของท่านไม่ให้ใส่ ทำไม!?!

ปล. ผมเขียนบทความนี้ขึ้นมาเนื่องจากมีพนักงานขายหลายคนที่ล้มป่วยเพราะไข้หวัดระบาดครั้งนี้ หากท่านเป็นผู้ซื้อสินค้าหรือใช้บริการ ควรหลีกเลี่ยงร้านค้าที่ปล่อยให้พนักงานขาย ไม่ใส่หน้ากากยืนให้บริการ เพราะเราไม่สามารถรู้ได้ว่า พนักงานขายเหล่านั้นเป็น "พาหะ" ของโรคหรือเปล่า!?! และยิ่งเจ้าของธุรกิจไม่ให้พนักงานขายใส่เครื่องป้องกัน ก็น่าจะดูออกแล้วว่า เขามีความจริงใจในการให้บริการท่านแค่ไหน!?!

วันศุกร์ที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

การส่งของ

การส่งของ ถือเป็นอีกขั้นตอนหนึ่งในการทำอีคอมเมิร์ช นอกจากจัดหาสินค้ามาได้แล้ว เวลาที่ลูกค้าสั่งซื้อของ ก็ต้องนำส่งให้กับพวกเขา แต่ส่วนใหญ่จะใช้วิธีการส่งไปรษณีย์ เนื่องจากมีราคาที่ถูกกว่า และผู้ขายไม่ต้องเสียเวลาเดินทางในการไปส่ง (ซึ่งก่อให้เกิดรายจ่ายเพิ่ม) แต่ลูกค้าบางคนก็อยากได้ของไว และอยากทดสอบสินค้าว่า จะดูดีมีประสิทธิภาพจริงอย่างที่เห็นในเว็บหรือเปล่า ?!

และนี่เป็นอีกหลายๆ เหตุผลที่แม่ค้าออนไลน์คนหนึ่ง ระบายความคับข้องใจถึงการนำของไปส่งให้กับลูกค้า แล้วเกิดปัญหาต่างๆ นาๆ มากมาย ลองเข้าไปพิจารณากันดูนะครับ

http://www.pantip.com/cafe/woman/topic/Q8089658/Q8089658.html

วันเสาร์ที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

อบรมเชิงปฏิบัติ "บล็อกสู้เศรษฐกิจ"

ร้านซูเปอร์มาเก็ตข้างบ้านผม ปิดกิจการ ประกาศให้เช่าเรียบร้อยแล้วครับ ไม่รู้ว่าเกิดจากผลพวงเศรษฐกิจหรือเปล่า เคยมีคนวิจัยว่าธุรกิจไทยมีภูมิต้านทานดี เพราะผ่านอะไรมาเยอะ เห็นกับตาแบบนี้ ผมชักไม่แน่ใจแล้ว !?

ทางที่ดีควรสร้างภูมิคุ้มกันให้กับธุรกิจของตัวเองไว้จะดีที่สุด เหมือนคำเขาว่า อย่าใส่ไข่ไว้ในตะกร้าเดียวกัน เพราะเกิดอุบัติเหตุ ตะกร้าหล่น มันจะแตกทั้งหมด

ธุรกิจยุคนี้จึงใช้วิธีเปิดร้านไว้หลายร้านในห้างเดียวกัน เพื่อดักลูกค้า แทนที่จะเปิดร้านขนาดใหญ่ให้เด่นชัดร้านเดียว เสียค่าเช่าแพง ใช้วิธีกระจายเป็นเคานเต้อร์พื้นที่ไม่มากดักประตูหน้า ประตูหลัง เผลอ ๆ ทางเข้าห้องน้ำยังมีโต๊ะขาย

ช่วงอีคอมเมิร์ชบูมใหม่ๆ ผมก็ได้ยินคำว่า Click & Brick หมายความว่ามีร้านค้าบนดินอยู่แล้ว แต่ทำเว็บไซต์มาเป็นช่องทางเสริม
มาสมัยนี้ กลายเป็นว่ามีคนเปิดร้านค้ามาเสริมเว็บไซต์ ด้วยเหตุผลว่าทำเว็บราคาถูกกว่า โปรโมท ง่ายกว่า ติดขัดปัญหาลูกค้าอยากมาดูสินค้าของจริง หรือตัดปัญหาเรื่องของระบบชำระเงิน ก็ใช้วิธีเช่าร้านในทำเลที่ไม่ต้องดีมากนัก ขอให้มีรถไฟฟ้าผ่านก็เป็นอันใช้ได้ ขนาดห้องไม่ต้องใหญ่ ลูกค้านัดเอาของชิ้นไหน ค่อยถือเอาไปให้หน้าร้านก็ยังได้

แนวคิดธุรกิจแบบนี้ผมว่ากำลังเป็นที่นิยม เนื่องจากช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายได้มาก ค่าเช่าก็ถูก หลายร้านค้าได้ลูกค้าที่มาจากเว็บ เลยมีคนมาปรึกษาผมเรื่องการจัดทำเว็บไซต์ จะไปจ้างเขาก็กลัวแพง เพราะต้องเปลี่ยนข้อมูลสินค้าบ่อย ผมเลยแนะนำให้ใช้ http://www.blogger.com/ เนื่องจากเป็นของฟรี มีระบบใช้งานไม่ยุ่งยาก ที่สำคัญต้องรู้วิธีตกแต่งร้าน รูปต้องสวย อ่านแล้วต้องน่าสนใจ เวลาไปโปรโมทคนเข้ามา จึงจะอยากได้สินค้า

ใครที่อยากเริ่มต้นธุรกิจก็ไม่ต้องลงทุนอะไรมาก ไปหาของในบ้านที่เหลือใช้แล้วเอามาลองทำเว็บโพสต์ขาย ผมทำตัวอย่างไว้ให้ดูแล้ว ใครสนใจจะซื้ออะไรก็ต่อรองได้ที่ http://www.justtoy.blogspot.com/ ใช้เวลาเพียง 3 ชั่วโมง ทั้งถ่ายภาพ ตกแต่ง และจัดทำข้อมูล เว็บไซต์ก็เสร็จเรียบร้อย จากนั้นก็ไปโพสต์ใน http://www.thai2hand.com/, กับ http://www.pantip.com/ ปรากฏว่าก็มีผู้ซื้อสนใจโทรศัพท์มาต่อรองราคา!!

สำหรับบางคนที่เริ่มต้นใหม่ เรื่องพวกนี้ต้องอธิบายและทำให้ดู "ของจริง" จะเข้าใจง่ายขึ้น และเป็นเร็วกว่าไปมัวหาหนังสือมาอ่านครับ !!!

วิธีการแบบนี้ ถ้าใครสนใจอยากทำ ผมจะเปิดคอร์สสั้น ๆ เรียน 4 ชั่วโมง เรื่อง "บล็อกสู้เศรษฐกิจ" ในวันจันทร์ที่ 13 กรกฏาคม 2552 ตั้งแต่เวลา 13.00-16.00 น. ที่ศูนย์พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ ขึ้นรถไฟฟ้าใต้ดินมาลงที่สถานีพระราม 9 จะสะดวกที่สุด แล้วก็เดินเลี้ยวขวามาตามแผนที่ ศูนย์ฯ จะอยู่ติดถนนใหญ่ เยื้องธนาคารกสิกรไทย งานนี้สอนแบบตัวต่อตัว จึงขอรับสมัครเพียง 4 ท่านเท่านั้น มีค่าใช้จ่ายท่านละ 1,000 บาท (เป็นค่าเช่าห้อง ค่าไฟค่าแอร์, ค่าเครื่องคอมพิวเตอร์-อินเทอร์เน็ต, อาหารว่าง, หนังสือคู่มือ เมื่อ SMEs จะมีเว็บไซต์)
ใครที่อยากทำบล็อก, ตกแต่งรูปภาพสินค้าอย่างง่ายๆ , อยากเขียนประชาสัมพันธ์เว็บไซต์เป็นภายใน 3 ชั่วโมง สนใจ ก็โทรศัพท์มาสำรองที่นั่งได้ที่ โทร 084-140-6000

แผนที่ : ศูนย์พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ (สถานีรถไฟฟ้าใต้ดิน พระราม 9 ประตูทางออกที่ 1 เดินเลี้ยวขวามาตามฟุตบาท จนกระทั่งพบธนาคารกสิกรไทย ตึกเรียน จะอยู่ฝั่งตรงข้าม)

วันพฤหัสบดีที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

สัมมนา เทคนิคการสอนบัญชีด้วยสื่อสมัยใหม่

ศูนย์หนังสือจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ขอเชิญครู อาจารย์ และผู้สนใจเข้าร่วมเสวนาเชิงวิชาการเรื่อง “เทคนิคการสอนวิชาบัญชีด้วยสื่อการสอนสมัยใหม่ (Digital Content)” พบกับวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิ ผศ.อำนาจ รัตนสุวรรณ , ผศ.สุปราณี ศุกระเศรณี และ คุณธีรเสฏฐ์ ศิรธนานนท์ ผู้เขียนหนังสือติดอันดับขายดี เรื่อง “การบัญชีขั้นต้น : ฉบับอ่านเข้าใจง่าย (บวก MP3)” , “การบัญชีบริหาร : ฉบับปรับปรุง (บวก MP3)”

ดำเนินรายการโดย คุณพันธุ์ทิตต์ สิรภพธาดา นักจัดรายการวิทยุ FM.96.5 และ FM.101

ท่านจะได้เรียนรู้ :
1. รูปแบบ และเทคนิคการสอนวิชาบัญชีด้วยสื่อ Digital Content
2. การใช้สื่อการสอนวิชาบัญชีจาก Thailandaccount.com
(PowerPoint, MP3, Interactive Test, Video Clip, Virtual Media, etc.)

** รับฟรี CD สื่อการสอน สำหรับครูผู้สอน และของที่ระลึกจากศูนย์หนังสือจุฬาฯ **

ในวันศุกร์ที่ 17 กรกฎาคม 2552 เวลา 13.00 –16.00 น.
ณ ศูนย์ศึกษาสาทรธานี อาคารสาทรธานี ชั้น 7 ห้อง 702 (สถานีรถไฟฟ้า ช่องนนทรี)

**โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น **

สอบถามและสำรองที่นั่งฟรีได้ที่ ศูนย์หนังสือจุฬาฯ โทร. 0-2218-9893-5 หรือ www.chulabook.com

http://www.chulabook.com/cgi-bin/main/2007/articles/2009/4/article2009420_215_0.asp

วันอาทิตย์ที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2552

ไมเคิล แจ๊คสัน


ฉายา "King of Pop" ของ ไมเคิล แจ๊คสันนั้น กว่าจะได้มา เขาใช้เวลาสะสมชื่อเสียงมาอย่างยาวนาน ท่ามกลางมรสุมข่าวต่างๆ อย่างไรก็ตาม วันนี้ เขาได้ก้าวมาถึงบทสุดท้ายของชีวิตด้วยวัยเพียง 50 ปีเท่านั้น ระหว่างการหาสาเหตุของการเสียชีวิต ผมอดหวนระลึกถึงวันที่เขามาทัวร์คอนเสิร์ตที่เมืองไทยไม่ได้ ยุคนั้นทำเอาสนามศุภฯ แทบแตก แสดงว่าเขามีแฟนเพลงในเมืองไทยไม่น้อยเหมือนกัน


ผมเป็นคนหนึ่งที่ซื้อ โมเดล ไมเคิล แจ๊คสันเก็บไว้ด้วยความชื่นชม ผมมองของสะสมชิ้นนี้ เหมือนเป็นตัวแทนไมเคิล แจ๊คสัน แม้มันไม่มีลมหายใจ แต่ผมก็รู้สึกว่ามีความสุขทุกครั้งที่ได้มอง แล้วรู้สึกว่าเขาคงต้องอดทนขนาดไหน กับข่าวร้ายต่างๆ ที่ผ่านเข้ามาในชีวิตขณะซึ่งยังมีลมหายใจ
ไม่ว่าเกิดในครอบครัวผิวดำแต่ทำไมโตแล้วขาว, แต่งงานกับลูกสาวเอลวิสเพื่อลบปมด้อย หรือแม้กระทั่งคดีตุ๋ยเด็ก จนหนังตลกฝรั่งหลายเรื่องเอาไปล้อเลียน เขาก็ยังอดทนเหมือนหุ่นตัวนี้ ขึ้นเวทีคอนเสิร์ตทุกครั้ง เขาก็ยังทำให้คนดูมีความสุข.....


บางขณะเวลาผมก็รู้สึกว่า ชีวิตคนๆหนึ่งมีค่าก็เพราะเขาทำให้ชีวิตคนอื่นมีคุณค่า....แม้ไมเคิล แจ๊คสันจะไม่มีโอกาสจะขึ้นเวทีแสดงในเดือนหน้าอย่างที่เขาหวังไว้ แต่ครึ่งศตวรรษที่ผ่านมา เขาก็แสดงให้พวกเรารู้แล้วว่า "ชีวิตสั้นนัก อย่าเสียเวลาอาฆาต หรือเกลียดใคร" เลย...