วันอาทิตย์ที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

โรงงานผลิตบรรจุภัณฑ์อาหาร


ช่วงที่ผมไปเป็นที่ปรึกษาให้กับโครงการ ICE มีโอกาสได้พบปะกับผู้ประกอบการหลายธุรกิจ มีอยู่ธุรกิจหนึ่งที่น่าสนใจ เพราะลงทุนสูงถึง 300 ล้านบาท เป็นโรงงานที่ผลิตบรรจุภัณฑ์เกี่ยวกับอาหาร เพื่อรักษาคุณภาพ (Barrier Film, Shirnk Film, Nylon-LL Vaccum Bags, Retort pouch และงานพิมพ์ Faxible Packeging ทุกชนิด) ผมได้เข้าไปชมเครื่องจักรแล้วก็ต้องยอมรับว่าทันสมัยมาก เพราะใช้ระบบควบคุมโดยคอมพิวเตอร์ทั้งหมด สามารถผลิตงานได้รวดเร็ว มีมาตรฐาน ผมคุยกับเจ้าของกิจการเรื่องแผนการตลาด เขาบอกว่าในช่วงแรกนี้ ยินดีที่จะเสนอราคาพิเศษ เพื่อช่วยผู้ประกอบการธุรกิจไทยในช่วงเศรษฐกิจฝืดเคือง โดยผู้สนใจสามารถติดต่อโดยตรงได้ที่ โทร 081-484-7888 กระซิบบอกเสียหน่อยว่า "อาจารย์ก้อง แนะนำมา"
เผื่อเขาลืมลดราคาให้ครับ!?!

เฉพาะเครื่องนี้ ราคา 150 ล้านบาท ลองดูขนาดเมื่อเทียบกับความสูงเจ้าของ!


ตัวอย่างงานของลูกค้า เป็นระบบ ทรานฟรอมมิ่ง (สูญญากาศ) หรือเข้าไปดูผลงานต่างๆ ของบริษัท เอ็กซเพรสพลาสแพค (ประเทศไทย) ได้ที่ http://www.expressplaspack.com/

เครื่องจักรนี้สามารถพิมพ์ 8 สีในคราวเดียวกัน

แผนที่การเดินทางไปสู่ บริษัท เอ็กซเพรสพลาสแพค (ประเทศไทย) ซึ่งตั้งอยู่ที่จังหวัดสมุทรปราการ

วันเสาร์ที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

ระวังหวัด2009

ช่วงนี้อีเมลที่ได้รับมากที่สุดมักจะเป็นการเตือนเรื่อง หวัด 2009 เนื้อหานอกจากจะอธิบายถึงการแพร่กระจาย, วิธีป้องกัน แล้วยังมีบางฉบับอดเหน็บแนมถึงเรื่อง "ความหน้าบาง" ไม่เข้าท่าของหน่วยงานที่รับผิดชอบ และสื่อมวลชนด้วย กลัวว่าการออกข่าวมากๆ จะกระทบต่อธุรกิจ หรือรายได้การท่องเที่ยวหดหายไป

ความจริงเรื่องแบบนี้ประชาสัมพันธ์ในแนว "ตระหนัก" แต่อย่า "ตระหนก" ได้ครับ นั่นคือต้องยอมรับสถิติของผู้ป่วย ความรุนแรงของอาการไข้ที่เป็นกันง่าย และใครๆก็สามารถเป็นกันได้ ถ้าไม่รู้วิธีป้องกัน ดังนั้น วันนี้นอกจากต้องใช้วิธี "ทานของร้อน ใช้ช้อนกลาง และล้างมือแล้วก็ต้องถือหน้ากากป้องกันติดออกจากบ้านไปใช้ย่านชุมชนด้วย" เพราะไม่รู้ว่าใครบ้างที่ไม่สบาย หรือมีอาการอันอาจจะเป็นสื่อในการเผยแพร่โรคได้ แม้ว่าจะป้องกันได้เพียงแค่ 10 % ก็ยังดีกว่าไม่มีอะไรเลย

ความเข้าใจที่ว่าคนเป็นโรคเท่านั้นที่ควรใส่หน้ากากป้องกัน จึงเป็นความคิดที่ผิด ผมสงสารผู้โดยสารคนหนึ่งที่ถูกคนขับรถตู้ให้ลงเพราะเข้าใจว่าเธอเป็นโรค จะเป็นพาหะติดต่อกับผู้โดยสารท่านอื่น ทั้งๆ ที่การสวมหน้ากากป้องกันนั้นถือเป็น "ความรับผิดชอบ" ส่วนบุคคล ที่ไม่ว่าคุณจะเป็นหรือไม่เป็นก็ควรจะป้องกันเวลาไอ, จาม จะได้ไม่มีเชื้อกระเด็นกระดอนไปในอากาศ

วันที่ 15 กรกฏาคม 2552 ที่ผ่านมา ผมไปฟังปฐมนิเทศเรื่องการเรียน อีคอมเมิร์ชออนไลน์ครั้งที่ 3 ของกรมพัฒนาธุรกิจ ที่จัดขึ้นที่โรงแรมดิเอ็มเมอรัลด์ ซึ่งมีผู้เข้าร่วมนับร้อย ทางเจ้าภาพเขาก็แจกหน้ากากป้องกันให้ นับว่าเป็นไอเดียที่ดี โดยเฉพาะแนวคิดเรื่องเรียนออนไลน์ที่ผู้เรียนสามารถเรียนอยู่ที่บ้าน หาความรู้ได้ โดยไม่ต้องเดินทางมาเสี่ยง "โรคระบาด" ก็ต้องขอชมเชยผู้จัดที่ยังดันโครงการนี้มาอย่างต่อเนื่องถึง 3 ปีแล้ว

เรื่อง "หน้ากากป้องกัน" นี่ถือเป็นสิ่งสำคัญ ผมอยากจะวิงวอน บรรดาเจ้าของกิจการทั้งหลายว่า อย่าไปบังคับให้พนักงานขายของท่านไม่ใส่หน้ากาก กลัวว่าลูกค้าจะไม่เห็นรอยยิ้ม หรือไปตั้งแง่ว่าใส่หน้ากากเข้าหาลูกค้าเลย เพราะมันเป็นเรื่องของ "สุขอนามัย" และแสดงถึงความห่วงใยในสวัสดิภาพของผู้ใต้บังคับบัญชาของท่าน ซึ่งสมควรที่จะดูแลและรักใครพวกเขาเหมือนบุตรหลาน...

ถ้าวันนี้ท่านเจ้าของกิจการยังต้องซื้อหน้ากากป้องกันให้บุตรหลานสวมใส่ แล้วจะไปบังคับ ลูก (จ้าง) ของท่านไม่ให้ใส่ ทำไม!?!

ปล. ผมเขียนบทความนี้ขึ้นมาเนื่องจากมีพนักงานขายหลายคนที่ล้มป่วยเพราะไข้หวัดระบาดครั้งนี้ หากท่านเป็นผู้ซื้อสินค้าหรือใช้บริการ ควรหลีกเลี่ยงร้านค้าที่ปล่อยให้พนักงานขาย ไม่ใส่หน้ากากยืนให้บริการ เพราะเราไม่สามารถรู้ได้ว่า พนักงานขายเหล่านั้นเป็น "พาหะ" ของโรคหรือเปล่า!?! และยิ่งเจ้าของธุรกิจไม่ให้พนักงานขายใส่เครื่องป้องกัน ก็น่าจะดูออกแล้วว่า เขามีความจริงใจในการให้บริการท่านแค่ไหน!?!

วันศุกร์ที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

การส่งของ

การส่งของ ถือเป็นอีกขั้นตอนหนึ่งในการทำอีคอมเมิร์ช นอกจากจัดหาสินค้ามาได้แล้ว เวลาที่ลูกค้าสั่งซื้อของ ก็ต้องนำส่งให้กับพวกเขา แต่ส่วนใหญ่จะใช้วิธีการส่งไปรษณีย์ เนื่องจากมีราคาที่ถูกกว่า และผู้ขายไม่ต้องเสียเวลาเดินทางในการไปส่ง (ซึ่งก่อให้เกิดรายจ่ายเพิ่ม) แต่ลูกค้าบางคนก็อยากได้ของไว และอยากทดสอบสินค้าว่า จะดูดีมีประสิทธิภาพจริงอย่างที่เห็นในเว็บหรือเปล่า ?!

และนี่เป็นอีกหลายๆ เหตุผลที่แม่ค้าออนไลน์คนหนึ่ง ระบายความคับข้องใจถึงการนำของไปส่งให้กับลูกค้า แล้วเกิดปัญหาต่างๆ นาๆ มากมาย ลองเข้าไปพิจารณากันดูนะครับ

http://www.pantip.com/cafe/woman/topic/Q8089658/Q8089658.html

วันเสาร์ที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

อบรมเชิงปฏิบัติ "บล็อกสู้เศรษฐกิจ"

ร้านซูเปอร์มาเก็ตข้างบ้านผม ปิดกิจการ ประกาศให้เช่าเรียบร้อยแล้วครับ ไม่รู้ว่าเกิดจากผลพวงเศรษฐกิจหรือเปล่า เคยมีคนวิจัยว่าธุรกิจไทยมีภูมิต้านทานดี เพราะผ่านอะไรมาเยอะ เห็นกับตาแบบนี้ ผมชักไม่แน่ใจแล้ว !?

ทางที่ดีควรสร้างภูมิคุ้มกันให้กับธุรกิจของตัวเองไว้จะดีที่สุด เหมือนคำเขาว่า อย่าใส่ไข่ไว้ในตะกร้าเดียวกัน เพราะเกิดอุบัติเหตุ ตะกร้าหล่น มันจะแตกทั้งหมด

ธุรกิจยุคนี้จึงใช้วิธีเปิดร้านไว้หลายร้านในห้างเดียวกัน เพื่อดักลูกค้า แทนที่จะเปิดร้านขนาดใหญ่ให้เด่นชัดร้านเดียว เสียค่าเช่าแพง ใช้วิธีกระจายเป็นเคานเต้อร์พื้นที่ไม่มากดักประตูหน้า ประตูหลัง เผลอ ๆ ทางเข้าห้องน้ำยังมีโต๊ะขาย

ช่วงอีคอมเมิร์ชบูมใหม่ๆ ผมก็ได้ยินคำว่า Click & Brick หมายความว่ามีร้านค้าบนดินอยู่แล้ว แต่ทำเว็บไซต์มาเป็นช่องทางเสริม
มาสมัยนี้ กลายเป็นว่ามีคนเปิดร้านค้ามาเสริมเว็บไซต์ ด้วยเหตุผลว่าทำเว็บราคาถูกกว่า โปรโมท ง่ายกว่า ติดขัดปัญหาลูกค้าอยากมาดูสินค้าของจริง หรือตัดปัญหาเรื่องของระบบชำระเงิน ก็ใช้วิธีเช่าร้านในทำเลที่ไม่ต้องดีมากนัก ขอให้มีรถไฟฟ้าผ่านก็เป็นอันใช้ได้ ขนาดห้องไม่ต้องใหญ่ ลูกค้านัดเอาของชิ้นไหน ค่อยถือเอาไปให้หน้าร้านก็ยังได้

แนวคิดธุรกิจแบบนี้ผมว่ากำลังเป็นที่นิยม เนื่องจากช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายได้มาก ค่าเช่าก็ถูก หลายร้านค้าได้ลูกค้าที่มาจากเว็บ เลยมีคนมาปรึกษาผมเรื่องการจัดทำเว็บไซต์ จะไปจ้างเขาก็กลัวแพง เพราะต้องเปลี่ยนข้อมูลสินค้าบ่อย ผมเลยแนะนำให้ใช้ http://www.blogger.com/ เนื่องจากเป็นของฟรี มีระบบใช้งานไม่ยุ่งยาก ที่สำคัญต้องรู้วิธีตกแต่งร้าน รูปต้องสวย อ่านแล้วต้องน่าสนใจ เวลาไปโปรโมทคนเข้ามา จึงจะอยากได้สินค้า

ใครที่อยากเริ่มต้นธุรกิจก็ไม่ต้องลงทุนอะไรมาก ไปหาของในบ้านที่เหลือใช้แล้วเอามาลองทำเว็บโพสต์ขาย ผมทำตัวอย่างไว้ให้ดูแล้ว ใครสนใจจะซื้ออะไรก็ต่อรองได้ที่ http://www.justtoy.blogspot.com/ ใช้เวลาเพียง 3 ชั่วโมง ทั้งถ่ายภาพ ตกแต่ง และจัดทำข้อมูล เว็บไซต์ก็เสร็จเรียบร้อย จากนั้นก็ไปโพสต์ใน http://www.thai2hand.com/, กับ http://www.pantip.com/ ปรากฏว่าก็มีผู้ซื้อสนใจโทรศัพท์มาต่อรองราคา!!

สำหรับบางคนที่เริ่มต้นใหม่ เรื่องพวกนี้ต้องอธิบายและทำให้ดู "ของจริง" จะเข้าใจง่ายขึ้น และเป็นเร็วกว่าไปมัวหาหนังสือมาอ่านครับ !!!

วิธีการแบบนี้ ถ้าใครสนใจอยากทำ ผมจะเปิดคอร์สสั้น ๆ เรียน 4 ชั่วโมง เรื่อง "บล็อกสู้เศรษฐกิจ" ในวันจันทร์ที่ 13 กรกฏาคม 2552 ตั้งแต่เวลา 13.00-16.00 น. ที่ศูนย์พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ ขึ้นรถไฟฟ้าใต้ดินมาลงที่สถานีพระราม 9 จะสะดวกที่สุด แล้วก็เดินเลี้ยวขวามาตามแผนที่ ศูนย์ฯ จะอยู่ติดถนนใหญ่ เยื้องธนาคารกสิกรไทย งานนี้สอนแบบตัวต่อตัว จึงขอรับสมัครเพียง 4 ท่านเท่านั้น มีค่าใช้จ่ายท่านละ 1,000 บาท (เป็นค่าเช่าห้อง ค่าไฟค่าแอร์, ค่าเครื่องคอมพิวเตอร์-อินเทอร์เน็ต, อาหารว่าง, หนังสือคู่มือ เมื่อ SMEs จะมีเว็บไซต์)
ใครที่อยากทำบล็อก, ตกแต่งรูปภาพสินค้าอย่างง่ายๆ , อยากเขียนประชาสัมพันธ์เว็บไซต์เป็นภายใน 3 ชั่วโมง สนใจ ก็โทรศัพท์มาสำรองที่นั่งได้ที่ โทร 084-140-6000

แผนที่ : ศูนย์พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ (สถานีรถไฟฟ้าใต้ดิน พระราม 9 ประตูทางออกที่ 1 เดินเลี้ยวขวามาตามฟุตบาท จนกระทั่งพบธนาคารกสิกรไทย ตึกเรียน จะอยู่ฝั่งตรงข้าม)

วันพฤหัสบดีที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

สัมมนา เทคนิคการสอนบัญชีด้วยสื่อสมัยใหม่

ศูนย์หนังสือจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ขอเชิญครู อาจารย์ และผู้สนใจเข้าร่วมเสวนาเชิงวิชาการเรื่อง “เทคนิคการสอนวิชาบัญชีด้วยสื่อการสอนสมัยใหม่ (Digital Content)” พบกับวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิ ผศ.อำนาจ รัตนสุวรรณ , ผศ.สุปราณี ศุกระเศรณี และ คุณธีรเสฏฐ์ ศิรธนานนท์ ผู้เขียนหนังสือติดอันดับขายดี เรื่อง “การบัญชีขั้นต้น : ฉบับอ่านเข้าใจง่าย (บวก MP3)” , “การบัญชีบริหาร : ฉบับปรับปรุง (บวก MP3)”

ดำเนินรายการโดย คุณพันธุ์ทิตต์ สิรภพธาดา นักจัดรายการวิทยุ FM.96.5 และ FM.101

ท่านจะได้เรียนรู้ :
1. รูปแบบ และเทคนิคการสอนวิชาบัญชีด้วยสื่อ Digital Content
2. การใช้สื่อการสอนวิชาบัญชีจาก Thailandaccount.com
(PowerPoint, MP3, Interactive Test, Video Clip, Virtual Media, etc.)

** รับฟรี CD สื่อการสอน สำหรับครูผู้สอน และของที่ระลึกจากศูนย์หนังสือจุฬาฯ **

ในวันศุกร์ที่ 17 กรกฎาคม 2552 เวลา 13.00 –16.00 น.
ณ ศูนย์ศึกษาสาทรธานี อาคารสาทรธานี ชั้น 7 ห้อง 702 (สถานีรถไฟฟ้า ช่องนนทรี)

**โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น **

สอบถามและสำรองที่นั่งฟรีได้ที่ ศูนย์หนังสือจุฬาฯ โทร. 0-2218-9893-5 หรือ www.chulabook.com

http://www.chulabook.com/cgi-bin/main/2007/articles/2009/4/article2009420_215_0.asp

วันอาทิตย์ที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2552

ไมเคิล แจ๊คสัน


ฉายา "King of Pop" ของ ไมเคิล แจ๊คสันนั้น กว่าจะได้มา เขาใช้เวลาสะสมชื่อเสียงมาอย่างยาวนาน ท่ามกลางมรสุมข่าวต่างๆ อย่างไรก็ตาม วันนี้ เขาได้ก้าวมาถึงบทสุดท้ายของชีวิตด้วยวัยเพียง 50 ปีเท่านั้น ระหว่างการหาสาเหตุของการเสียชีวิต ผมอดหวนระลึกถึงวันที่เขามาทัวร์คอนเสิร์ตที่เมืองไทยไม่ได้ ยุคนั้นทำเอาสนามศุภฯ แทบแตก แสดงว่าเขามีแฟนเพลงในเมืองไทยไม่น้อยเหมือนกัน


ผมเป็นคนหนึ่งที่ซื้อ โมเดล ไมเคิล แจ๊คสันเก็บไว้ด้วยความชื่นชม ผมมองของสะสมชิ้นนี้ เหมือนเป็นตัวแทนไมเคิล แจ๊คสัน แม้มันไม่มีลมหายใจ แต่ผมก็รู้สึกว่ามีความสุขทุกครั้งที่ได้มอง แล้วรู้สึกว่าเขาคงต้องอดทนขนาดไหน กับข่าวร้ายต่างๆ ที่ผ่านเข้ามาในชีวิตขณะซึ่งยังมีลมหายใจ
ไม่ว่าเกิดในครอบครัวผิวดำแต่ทำไมโตแล้วขาว, แต่งงานกับลูกสาวเอลวิสเพื่อลบปมด้อย หรือแม้กระทั่งคดีตุ๋ยเด็ก จนหนังตลกฝรั่งหลายเรื่องเอาไปล้อเลียน เขาก็ยังอดทนเหมือนหุ่นตัวนี้ ขึ้นเวทีคอนเสิร์ตทุกครั้ง เขาก็ยังทำให้คนดูมีความสุข.....


บางขณะเวลาผมก็รู้สึกว่า ชีวิตคนๆหนึ่งมีค่าก็เพราะเขาทำให้ชีวิตคนอื่นมีคุณค่า....แม้ไมเคิล แจ๊คสันจะไม่มีโอกาสจะขึ้นเวทีแสดงในเดือนหน้าอย่างที่เขาหวังไว้ แต่ครึ่งศตวรรษที่ผ่านมา เขาก็แสดงให้พวกเรารู้แล้วว่า "ชีวิตสั้นนัก อย่าเสียเวลาอาฆาต หรือเกลียดใคร" เลย...

วันเสาร์ที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2552

ช้างแพนด้า

ภาพจากเว็บไซต์ นสพ.ไทยรัฐ

ออกอาการ "มึน" ทีเดียว เมื่อเห็นรูปข้างต้น นึกว่า หลังจากผสมเทียมหลินฮุ่ยสำเร็จแล้ว เราสามารถเพาะพันธุ์แพนด้าสายพันธุ์ใหม่ได้สำเร็จอีก แต่หลังจากอ่านข่าวแล้ว กลับกลายเป็นว่ามีการเอาสีมาทาช้างให้กลายเป็นแพนด้า เพื่อเรียกร้องให้คนในประเทศสนใจ "ช้างไทย" บ้าง
เลยมีการวิพากษ์วิจารณ์กันว่า "เหมาะสม" หรือไม่ กับวิธีการเรียกร้องความสนใจแบบนี้
ช่วงเดียวกันนั้นเอง ผมได้รับ ฟอร์เวิลด์เมลเรื่องความในใจของแพนด้า ไม่รู้ว่าใครเป็นคนแต่ง แต่ก็ให้ข้อคิดเตือนสติดี...เลยขออนุญาตินำมาลงให้พิจารณากันครับ
แพนด้า แพนด้า พ่องจายยยยยยยยยยยย

เกิดมาเป็นสัตว์เลือดอุ่น ...... บ้านอยู่ทางโน้น จีนแผ่นดินใหญ่

เติบโตเพราะกินไผ่ตง ...... เขาจับมาส่ง ไม่ได้ผลักไส

มาอยู่เชียงใหม่กับผัว ........อยู่กัน 2 ตัว มีลูกไม่ทันใช้

ก็มันไม่มีอารมณ์ .......... เสพสมบ่มิสม จับนมจับไข่

ให้กร๊วบกันโชว์คนอื่น .....เห็นว่าเราหื่น กันนักใช่ไหม

บอกแล้วไม่มีอารมณ์ ........ผู้คนชื่นชม สมเป็น นิสัย

เห็นทีต้องผสมเทียม.......ถ่ายผ่านเพนเที่ยม โพสต์โชว์เว๊บไซด์

ได้ลูกออกมา 1 ตัว.....ทั้งที่ไม่มีผัว หนูกลัวเป็นไข้

ความสาวยังบริสุทธิ์ ........ จะเอาหน้ามุดไปไว้ที่ไหน

1 อาทิตย์ ลูกโตหูดำ ........ มันไม่มีหะหรำ และไม่มีไข่

เป็นตัวเมีย ไม่มีชื่อ .......หน้าตาซื่อ น่ารักกว่าไก่

อยากมีบ้าน 60 ล้าน (บาท) ..... คนไทยประทานให้หนูได้ไหม

สื่อช่วยประโคมกันหน่อย.....ออกข่าวบ่อยๆ เด็กๆ ดูได้

แต่หนูสงสารพี่ช้าง ......ที่เขาอ้างว้าง ไม่ค่อยมีใคร

หนูเกิดมาจากเมืองจีน ......อยากกลับคืนถิ่น ส่งหนูได้ไหม

พี่ช้างมากมายหลายเชือก......ต้องนอนเข้าเฝือก รอคนเยี่ยมไข้

บ้านหนู ไม่ต้องสร้างหรอก .... หนูมันหมีนอก ไม่ใช่หมีไทย

หนูมีบ้านจริงของหนู ...... พวกคุณมองดู ว่าจริงใช่ไหม

ใครๆก็รักบ้านเกิด.....ส่งหนูกลับเถิด นะจ๊ะคนไทย

อยากให้นำเงินทั้งหมด.....เงินแห้งเงินสดให้พังกำไล

พี่เขาต้องการกว่าหนู ...... อยากให้คิดดู ถ้าคิดกันได้

พี่เขาช่วยคนไทยมานาน ...... ปกป้องเรือนบ้าน ให้อยู่อาศัย

ยามรบพี่เขาไม่หวั่น .......ยามสงบ พี่เขานั้น ช่วยแบกต้นไม้

เขาอยู่กับคุณตลอด......มาแต่อ้อนแต่ออก จริงไหมคนไทย

สำนึกรักบ้านเกิดบ้าง..... อย่าให้อายช้างอายหมีที่ไหน

หวังว่าคงจะยินดี.....หลินฮุ่ยวอนพี่ช่วยเหลือช้างไทย

วอนน้องลุงป้าอาน้า ขอเหอะพี่ขา แพนด้าพ่องจายยยยยยยย

วันศุกร์ที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2552

งานเข้า

สัปดาห์ที่ผ่านมาตั้งแต่วันเสาร์ที่ 20 มิย. ผมมีงานตลอดเลย ถ้าจะให้รายงานแบบ twitter ที่นิยมกันเป็นข้อความสั้นๆ ก็คงประมาณว่า

20 มิย. ฟังสัมมนาเรื่องธุรกิจเว็บไทย ก้าวไกล
21 มิย. ไปบรรยายเรื่องการทำธุรกิจบนเว็บ
22 มิย. ทำสไลด์เรื่องความคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรม
23 มิย. รับวุฒิบัตรที่ ม.เอแบค และไปบรรยายเรื่องนวัตกรรมที่ระยอง
24 มิย. ทำเว็บบล็อก http://www.rysme.blogspot.com/ / อัดรายการครบเครื่องเรื่องธุรกิจ
25 มิย. ไปซื้อแบบแปลนบ้านอนุรักษ์ธรรมชาติ
26 มิย. เปลี่ยนไส้กรองน้ำดื่ม

++++++++++++++++++++++++++

พิมพ์ให้อ่านกันสั้นๆ แบบนี้ มิได้เจตนาจะเห่อ ทวิตเตอร์เหมือนคนอื่นเขา แต่รู้สึกว่าเวลางานเข้าพร้อมกันเยอะๆ แล้ว จำรายละเอียดงานในแต่ละวันที่ผ่านมาได้ไม่เต็มที่เหมือนสมัยก่อน ตอนแรกเข้าใจว่าคงเป็นเรื่องของวัยและสังขารที่ร่วงโรย แต่พอกินน้ำดื่มแล้วรู้สึก รสชาติแปลกไป เลยรู้สาเหตุแล้วว่าน่าจะเป็นผลข้างเคียงมาจากการที่ผมไม่ได้เปลี่ยนไส้กรองมา 2 ปีแล้ว วันที่ 26 มิย. จึงจัดการหาข้อมูลจากอินเทอร์เน็ต ได้บริษัทชื่อ เจเจ คูลลิ่ง โทร 02-5512437 คุณประจักษ์ แทนจะโปะ เป็นผู้จัดการฝ่ายขาย เขาก็รีบมาเปลี่ยนให้ทันที ยกชุดทั้ง ไส้กรอง PP, CARBON, RESIN รวมแล้ว 5 ลูก บริการถึงบ้านคิด 1 พันบาทถ้วน....

ชำระเงินเรียบร้อยแล้ว ผมคิดว่า ความจำคงฟื้นตัวดีขึ้น เพราะอิทธิพลคาร์บอนใหม่ในไส้กรองน้ำ...