วันเสาร์ที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

อบรมเชิงปฏิบัติ "บล็อกสู้เศรษฐกิจ"

ร้านซูเปอร์มาเก็ตข้างบ้านผม ปิดกิจการ ประกาศให้เช่าเรียบร้อยแล้วครับ ไม่รู้ว่าเกิดจากผลพวงเศรษฐกิจหรือเปล่า เคยมีคนวิจัยว่าธุรกิจไทยมีภูมิต้านทานดี เพราะผ่านอะไรมาเยอะ เห็นกับตาแบบนี้ ผมชักไม่แน่ใจแล้ว !?

ทางที่ดีควรสร้างภูมิคุ้มกันให้กับธุรกิจของตัวเองไว้จะดีที่สุด เหมือนคำเขาว่า อย่าใส่ไข่ไว้ในตะกร้าเดียวกัน เพราะเกิดอุบัติเหตุ ตะกร้าหล่น มันจะแตกทั้งหมด

ธุรกิจยุคนี้จึงใช้วิธีเปิดร้านไว้หลายร้านในห้างเดียวกัน เพื่อดักลูกค้า แทนที่จะเปิดร้านขนาดใหญ่ให้เด่นชัดร้านเดียว เสียค่าเช่าแพง ใช้วิธีกระจายเป็นเคานเต้อร์พื้นที่ไม่มากดักประตูหน้า ประตูหลัง เผลอ ๆ ทางเข้าห้องน้ำยังมีโต๊ะขาย

ช่วงอีคอมเมิร์ชบูมใหม่ๆ ผมก็ได้ยินคำว่า Click & Brick หมายความว่ามีร้านค้าบนดินอยู่แล้ว แต่ทำเว็บไซต์มาเป็นช่องทางเสริม
มาสมัยนี้ กลายเป็นว่ามีคนเปิดร้านค้ามาเสริมเว็บไซต์ ด้วยเหตุผลว่าทำเว็บราคาถูกกว่า โปรโมท ง่ายกว่า ติดขัดปัญหาลูกค้าอยากมาดูสินค้าของจริง หรือตัดปัญหาเรื่องของระบบชำระเงิน ก็ใช้วิธีเช่าร้านในทำเลที่ไม่ต้องดีมากนัก ขอให้มีรถไฟฟ้าผ่านก็เป็นอันใช้ได้ ขนาดห้องไม่ต้องใหญ่ ลูกค้านัดเอาของชิ้นไหน ค่อยถือเอาไปให้หน้าร้านก็ยังได้

แนวคิดธุรกิจแบบนี้ผมว่ากำลังเป็นที่นิยม เนื่องจากช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายได้มาก ค่าเช่าก็ถูก หลายร้านค้าได้ลูกค้าที่มาจากเว็บ เลยมีคนมาปรึกษาผมเรื่องการจัดทำเว็บไซต์ จะไปจ้างเขาก็กลัวแพง เพราะต้องเปลี่ยนข้อมูลสินค้าบ่อย ผมเลยแนะนำให้ใช้ http://www.blogger.com/ เนื่องจากเป็นของฟรี มีระบบใช้งานไม่ยุ่งยาก ที่สำคัญต้องรู้วิธีตกแต่งร้าน รูปต้องสวย อ่านแล้วต้องน่าสนใจ เวลาไปโปรโมทคนเข้ามา จึงจะอยากได้สินค้า

ใครที่อยากเริ่มต้นธุรกิจก็ไม่ต้องลงทุนอะไรมาก ไปหาของในบ้านที่เหลือใช้แล้วเอามาลองทำเว็บโพสต์ขาย ผมทำตัวอย่างไว้ให้ดูแล้ว ใครสนใจจะซื้ออะไรก็ต่อรองได้ที่ http://www.justtoy.blogspot.com/ ใช้เวลาเพียง 3 ชั่วโมง ทั้งถ่ายภาพ ตกแต่ง และจัดทำข้อมูล เว็บไซต์ก็เสร็จเรียบร้อย จากนั้นก็ไปโพสต์ใน http://www.thai2hand.com/, กับ http://www.pantip.com/ ปรากฏว่าก็มีผู้ซื้อสนใจโทรศัพท์มาต่อรองราคา!!

สำหรับบางคนที่เริ่มต้นใหม่ เรื่องพวกนี้ต้องอธิบายและทำให้ดู "ของจริง" จะเข้าใจง่ายขึ้น และเป็นเร็วกว่าไปมัวหาหนังสือมาอ่านครับ !!!

วิธีการแบบนี้ ถ้าใครสนใจอยากทำ ผมจะเปิดคอร์สสั้น ๆ เรียน 4 ชั่วโมง เรื่อง "บล็อกสู้เศรษฐกิจ" ในวันจันทร์ที่ 13 กรกฏาคม 2552 ตั้งแต่เวลา 13.00-16.00 น. ที่ศูนย์พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ ขึ้นรถไฟฟ้าใต้ดินมาลงที่สถานีพระราม 9 จะสะดวกที่สุด แล้วก็เดินเลี้ยวขวามาตามแผนที่ ศูนย์ฯ จะอยู่ติดถนนใหญ่ เยื้องธนาคารกสิกรไทย งานนี้สอนแบบตัวต่อตัว จึงขอรับสมัครเพียง 4 ท่านเท่านั้น มีค่าใช้จ่ายท่านละ 1,000 บาท (เป็นค่าเช่าห้อง ค่าไฟค่าแอร์, ค่าเครื่องคอมพิวเตอร์-อินเทอร์เน็ต, อาหารว่าง, หนังสือคู่มือ เมื่อ SMEs จะมีเว็บไซต์)
ใครที่อยากทำบล็อก, ตกแต่งรูปภาพสินค้าอย่างง่ายๆ , อยากเขียนประชาสัมพันธ์เว็บไซต์เป็นภายใน 3 ชั่วโมง สนใจ ก็โทรศัพท์มาสำรองที่นั่งได้ที่ โทร 084-140-6000

แผนที่ : ศูนย์พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ (สถานีรถไฟฟ้าใต้ดิน พระราม 9 ประตูทางออกที่ 1 เดินเลี้ยวขวามาตามฟุตบาท จนกระทั่งพบธนาคารกสิกรไทย ตึกเรียน จะอยู่ฝั่งตรงข้าม)

วันพฤหัสบดีที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

สัมมนา เทคนิคการสอนบัญชีด้วยสื่อสมัยใหม่

ศูนย์หนังสือจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ขอเชิญครู อาจารย์ และผู้สนใจเข้าร่วมเสวนาเชิงวิชาการเรื่อง “เทคนิคการสอนวิชาบัญชีด้วยสื่อการสอนสมัยใหม่ (Digital Content)” พบกับวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิ ผศ.อำนาจ รัตนสุวรรณ , ผศ.สุปราณี ศุกระเศรณี และ คุณธีรเสฏฐ์ ศิรธนานนท์ ผู้เขียนหนังสือติดอันดับขายดี เรื่อง “การบัญชีขั้นต้น : ฉบับอ่านเข้าใจง่าย (บวก MP3)” , “การบัญชีบริหาร : ฉบับปรับปรุง (บวก MP3)”

ดำเนินรายการโดย คุณพันธุ์ทิตต์ สิรภพธาดา นักจัดรายการวิทยุ FM.96.5 และ FM.101

ท่านจะได้เรียนรู้ :
1. รูปแบบ และเทคนิคการสอนวิชาบัญชีด้วยสื่อ Digital Content
2. การใช้สื่อการสอนวิชาบัญชีจาก Thailandaccount.com
(PowerPoint, MP3, Interactive Test, Video Clip, Virtual Media, etc.)

** รับฟรี CD สื่อการสอน สำหรับครูผู้สอน และของที่ระลึกจากศูนย์หนังสือจุฬาฯ **

ในวันศุกร์ที่ 17 กรกฎาคม 2552 เวลา 13.00 –16.00 น.
ณ ศูนย์ศึกษาสาทรธานี อาคารสาทรธานี ชั้น 7 ห้อง 702 (สถานีรถไฟฟ้า ช่องนนทรี)

**โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น **

สอบถามและสำรองที่นั่งฟรีได้ที่ ศูนย์หนังสือจุฬาฯ โทร. 0-2218-9893-5 หรือ www.chulabook.com

http://www.chulabook.com/cgi-bin/main/2007/articles/2009/4/article2009420_215_0.asp

วันอาทิตย์ที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2552

ไมเคิล แจ๊คสัน


ฉายา "King of Pop" ของ ไมเคิล แจ๊คสันนั้น กว่าจะได้มา เขาใช้เวลาสะสมชื่อเสียงมาอย่างยาวนาน ท่ามกลางมรสุมข่าวต่างๆ อย่างไรก็ตาม วันนี้ เขาได้ก้าวมาถึงบทสุดท้ายของชีวิตด้วยวัยเพียง 50 ปีเท่านั้น ระหว่างการหาสาเหตุของการเสียชีวิต ผมอดหวนระลึกถึงวันที่เขามาทัวร์คอนเสิร์ตที่เมืองไทยไม่ได้ ยุคนั้นทำเอาสนามศุภฯ แทบแตก แสดงว่าเขามีแฟนเพลงในเมืองไทยไม่น้อยเหมือนกัน


ผมเป็นคนหนึ่งที่ซื้อ โมเดล ไมเคิล แจ๊คสันเก็บไว้ด้วยความชื่นชม ผมมองของสะสมชิ้นนี้ เหมือนเป็นตัวแทนไมเคิล แจ๊คสัน แม้มันไม่มีลมหายใจ แต่ผมก็รู้สึกว่ามีความสุขทุกครั้งที่ได้มอง แล้วรู้สึกว่าเขาคงต้องอดทนขนาดไหน กับข่าวร้ายต่างๆ ที่ผ่านเข้ามาในชีวิตขณะซึ่งยังมีลมหายใจ
ไม่ว่าเกิดในครอบครัวผิวดำแต่ทำไมโตแล้วขาว, แต่งงานกับลูกสาวเอลวิสเพื่อลบปมด้อย หรือแม้กระทั่งคดีตุ๋ยเด็ก จนหนังตลกฝรั่งหลายเรื่องเอาไปล้อเลียน เขาก็ยังอดทนเหมือนหุ่นตัวนี้ ขึ้นเวทีคอนเสิร์ตทุกครั้ง เขาก็ยังทำให้คนดูมีความสุข.....


บางขณะเวลาผมก็รู้สึกว่า ชีวิตคนๆหนึ่งมีค่าก็เพราะเขาทำให้ชีวิตคนอื่นมีคุณค่า....แม้ไมเคิล แจ๊คสันจะไม่มีโอกาสจะขึ้นเวทีแสดงในเดือนหน้าอย่างที่เขาหวังไว้ แต่ครึ่งศตวรรษที่ผ่านมา เขาก็แสดงให้พวกเรารู้แล้วว่า "ชีวิตสั้นนัก อย่าเสียเวลาอาฆาต หรือเกลียดใคร" เลย...

วันเสาร์ที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2552

ช้างแพนด้า

ภาพจากเว็บไซต์ นสพ.ไทยรัฐ

ออกอาการ "มึน" ทีเดียว เมื่อเห็นรูปข้างต้น นึกว่า หลังจากผสมเทียมหลินฮุ่ยสำเร็จแล้ว เราสามารถเพาะพันธุ์แพนด้าสายพันธุ์ใหม่ได้สำเร็จอีก แต่หลังจากอ่านข่าวแล้ว กลับกลายเป็นว่ามีการเอาสีมาทาช้างให้กลายเป็นแพนด้า เพื่อเรียกร้องให้คนในประเทศสนใจ "ช้างไทย" บ้าง
เลยมีการวิพากษ์วิจารณ์กันว่า "เหมาะสม" หรือไม่ กับวิธีการเรียกร้องความสนใจแบบนี้
ช่วงเดียวกันนั้นเอง ผมได้รับ ฟอร์เวิลด์เมลเรื่องความในใจของแพนด้า ไม่รู้ว่าใครเป็นคนแต่ง แต่ก็ให้ข้อคิดเตือนสติดี...เลยขออนุญาตินำมาลงให้พิจารณากันครับ
แพนด้า แพนด้า พ่องจายยยยยยยยยยยย

เกิดมาเป็นสัตว์เลือดอุ่น ...... บ้านอยู่ทางโน้น จีนแผ่นดินใหญ่

เติบโตเพราะกินไผ่ตง ...... เขาจับมาส่ง ไม่ได้ผลักไส

มาอยู่เชียงใหม่กับผัว ........อยู่กัน 2 ตัว มีลูกไม่ทันใช้

ก็มันไม่มีอารมณ์ .......... เสพสมบ่มิสม จับนมจับไข่

ให้กร๊วบกันโชว์คนอื่น .....เห็นว่าเราหื่น กันนักใช่ไหม

บอกแล้วไม่มีอารมณ์ ........ผู้คนชื่นชม สมเป็น นิสัย

เห็นทีต้องผสมเทียม.......ถ่ายผ่านเพนเที่ยม โพสต์โชว์เว๊บไซด์

ได้ลูกออกมา 1 ตัว.....ทั้งที่ไม่มีผัว หนูกลัวเป็นไข้

ความสาวยังบริสุทธิ์ ........ จะเอาหน้ามุดไปไว้ที่ไหน

1 อาทิตย์ ลูกโตหูดำ ........ มันไม่มีหะหรำ และไม่มีไข่

เป็นตัวเมีย ไม่มีชื่อ .......หน้าตาซื่อ น่ารักกว่าไก่

อยากมีบ้าน 60 ล้าน (บาท) ..... คนไทยประทานให้หนูได้ไหม

สื่อช่วยประโคมกันหน่อย.....ออกข่าวบ่อยๆ เด็กๆ ดูได้

แต่หนูสงสารพี่ช้าง ......ที่เขาอ้างว้าง ไม่ค่อยมีใคร

หนูเกิดมาจากเมืองจีน ......อยากกลับคืนถิ่น ส่งหนูได้ไหม

พี่ช้างมากมายหลายเชือก......ต้องนอนเข้าเฝือก รอคนเยี่ยมไข้

บ้านหนู ไม่ต้องสร้างหรอก .... หนูมันหมีนอก ไม่ใช่หมีไทย

หนูมีบ้านจริงของหนู ...... พวกคุณมองดู ว่าจริงใช่ไหม

ใครๆก็รักบ้านเกิด.....ส่งหนูกลับเถิด นะจ๊ะคนไทย

อยากให้นำเงินทั้งหมด.....เงินแห้งเงินสดให้พังกำไล

พี่เขาต้องการกว่าหนู ...... อยากให้คิดดู ถ้าคิดกันได้

พี่เขาช่วยคนไทยมานาน ...... ปกป้องเรือนบ้าน ให้อยู่อาศัย

ยามรบพี่เขาไม่หวั่น .......ยามสงบ พี่เขานั้น ช่วยแบกต้นไม้

เขาอยู่กับคุณตลอด......มาแต่อ้อนแต่ออก จริงไหมคนไทย

สำนึกรักบ้านเกิดบ้าง..... อย่าให้อายช้างอายหมีที่ไหน

หวังว่าคงจะยินดี.....หลินฮุ่ยวอนพี่ช่วยเหลือช้างไทย

วอนน้องลุงป้าอาน้า ขอเหอะพี่ขา แพนด้าพ่องจายยยยยยยย

วันศุกร์ที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2552

งานเข้า

สัปดาห์ที่ผ่านมาตั้งแต่วันเสาร์ที่ 20 มิย. ผมมีงานตลอดเลย ถ้าจะให้รายงานแบบ twitter ที่นิยมกันเป็นข้อความสั้นๆ ก็คงประมาณว่า

20 มิย. ฟังสัมมนาเรื่องธุรกิจเว็บไทย ก้าวไกล
21 มิย. ไปบรรยายเรื่องการทำธุรกิจบนเว็บ
22 มิย. ทำสไลด์เรื่องความคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรม
23 มิย. รับวุฒิบัตรที่ ม.เอแบค และไปบรรยายเรื่องนวัตกรรมที่ระยอง
24 มิย. ทำเว็บบล็อก http://www.rysme.blogspot.com/ / อัดรายการครบเครื่องเรื่องธุรกิจ
25 มิย. ไปซื้อแบบแปลนบ้านอนุรักษ์ธรรมชาติ
26 มิย. เปลี่ยนไส้กรองน้ำดื่ม

++++++++++++++++++++++++++

พิมพ์ให้อ่านกันสั้นๆ แบบนี้ มิได้เจตนาจะเห่อ ทวิตเตอร์เหมือนคนอื่นเขา แต่รู้สึกว่าเวลางานเข้าพร้อมกันเยอะๆ แล้ว จำรายละเอียดงานในแต่ละวันที่ผ่านมาได้ไม่เต็มที่เหมือนสมัยก่อน ตอนแรกเข้าใจว่าคงเป็นเรื่องของวัยและสังขารที่ร่วงโรย แต่พอกินน้ำดื่มแล้วรู้สึก รสชาติแปลกไป เลยรู้สาเหตุแล้วว่าน่าจะเป็นผลข้างเคียงมาจากการที่ผมไม่ได้เปลี่ยนไส้กรองมา 2 ปีแล้ว วันที่ 26 มิย. จึงจัดการหาข้อมูลจากอินเทอร์เน็ต ได้บริษัทชื่อ เจเจ คูลลิ่ง โทร 02-5512437 คุณประจักษ์ แทนจะโปะ เป็นผู้จัดการฝ่ายขาย เขาก็รีบมาเปลี่ยนให้ทันที ยกชุดทั้ง ไส้กรอง PP, CARBON, RESIN รวมแล้ว 5 ลูก บริการถึงบ้านคิด 1 พันบาทถ้วน....

ชำระเงินเรียบร้อยแล้ว ผมคิดว่า ความจำคงฟื้นตัวดีขึ้น เพราะอิทธิพลคาร์บอนใหม่ในไส้กรองน้ำ...

วันเสาร์ที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2552

ทำในสิ่งที่ชอบ ชอบในสิ่งที่ทำ

คำถามหนึ่งซึ่งผมมักถูกถามบ่อยๆ ว่า หากจะเริ่มต้นทำธุรกิจนั้น “ควรทำธุรกิจอะไรดี ?” คำถามนี้ค่อนข้างที่จะหา “คำตอบ” ฟันธงยาก ผมจึงมักจะถามกลับไปว่า “คุณอยากจะทำอะไร ?”

การถามกลับแบบนี้มิได้มีเจตนาจะดึงเกม หรือถ่วงเวลา เพียงแต่ต้องการข้อมูลเพิ่ม เพราะหลักการธุรกิจอย่างหนึ่งก็คือ หากเป็นสิ่งที่ตัวเองถนัด หรือชอบ ก็จะทำให้คนผู้นั้นมีความกระตือรือล้น ที่จะทำสิ่งนั้นให้ออกมาดีได้ ไม่เกิดอาการฝืนความรู้สึก เมื่อได้คำตอบจากเขาเพิ่ม ผมจึงจะนำมาประมวลผลต่อไปได้ว่า “สินค้าที่เขาจะขาย” หรือธุรกิจที่เริ่มต้นนั้น มีโอกาสประสบความสำเร็จในระดับใด เมื่อเทียบกับ “ขนาด” ความต้องการของตลาด กับ “ปริมาณ”คู่แข่งขันในขณะนั้น

การที่เราทำธุรกิจที่ชอบ ไม่ใช่หลักประกันความสำเร็จเสมอไป....

แม่ค้าขายเสื้อผ้ามือสองคนหนึ่ง มักเลือกซื้อเสื้อในสไตล์ที่ตนเองชอบจากจตุจักร มาขายต่อในตลาดนัดที่ชลบุรี เพราะมีความคิดว่า ยุคเศรษฐกิจไม่ดี คนบางกลุ่มไม่อยากซื้อเสื้อใหม่เพราะราคาแพง และถ้าขายใครไม่ได้จริงๆ ก็ยังเก็บไว้ใส่เองได้

ค่าเสื้อที่ซื้อมาเพื่อขาย เลยไม่แน่ใจว่าควรแยกเป็น เงินลงทุนในกิจการ หรือค่าใช้จ่ายส่วนตัวของเจ้าของดี....

เพราะสิ่งที่เราชอบ อาจจะไม่ใช่สิ่งที่คนอื่นชื่นชม...

องค์กรธุรกิจที่ประสบความสำเร็จส่วนใหญ่ จึงป้องกันความเสี่ยงเหล่านี้ ขึ้นมาด้วย การตั้งงบวิจัยพฤติกรรมผู้บริโภค มีการออกแบบสอบถามสำรวจและสังเกตุกลุ่มเป้าหมาย เพื่อหาผลลัพธ์ว่าสิ่งที่เจ้าของธุรกิจคิดนั้น ก็มีคนส่วนใหญ่ต้องการตรงกัน

ถ้าจะทำธุรกิจที่เราชอบ จึงต้องสำรวจกลุ่มเป้าหมายเสียก่อนว่าเขาต้องการสิ่งเหล่านั้นเหมือนเราหรือเปล่า?
ช่วงที่อินเทอร์เน็ตเข้ามาเมืองไทยในยุคแรกๆ ราคาชั่วโมงอินเทอร์เน็ตสูงมาก มีผู้ที่ชอบใช้อินเทอร์เน็ตคนหนึ่งเกิดความคิดว่า ที่ราคาชั่วโมงอินเทอร์เน็ตสูงนั้น เพราะบริษัทผู้ให้บริการต้องเสียเงินค่าทำตลาด ทั้งเรื่องประชาสัมพันธ์, ค่าเช่าร้าน, จ้างพนักงานขาย แล้วเอาค่าใช้จ่ายเหล่านั้นมารวมเป็นต้นทุนในสินค้า ซึ่งหากเขาติดต่อซื้อโดยตรงจากผู้ให้บริการฯ น่าจะได้ราคาถูกกว่า เพราะตัวเองก็ต้องใช้ชั่วโมงอินเทอร์เน็ตอยู่แล้ว แต่เพื่อให้การเจรจาต่อรองได้ราคาต่ำที่สุด เขาควรจะต้องมีปริมาณการซื้อชั่วโมงที่สูงพอสมควร และเขาเชื่อว่า น่าจะมีผู้ที่ต้องการใช้ชั่วโมงอินเทอร์เน็ตราคาถูกเหมือนเขาหลายคน จึงตัดสินใจโพสต์กระทู้ลงในเว็บชุมชนแจ้งว่า ใครต้องการซื้อ ชั่วโมง อินเทอร์เน็ตราคาถูกบ้าง ปรากฏว่ามีผู้สนใจอีเมลสั่งซื้อเข้ามาเป็นจำนวนมาก เขาจึงรวบรวมจำนวน “ความต้องการ” เหล่านั้น ไปต่อรองขอเหมาซื้อชั่วโมงอินเทอร์เน็ตจากผู้ให้บริการ

ไม่ใช่เรื่องแปลก ที่เขาจะนำความคิดนี้มาต่อยอดสร้างธุรกิจเป็นตัวแทนขายชั่วโมงอินเทอร์เน็ตในเวลาต่อมา...

กรณีศึกษาที่น่าสนใจอีกรายหนึ่งก็คือ พนักงานขายน้ำมันเครื่องผู้เคยทำหน้าที่ติดต่อร้านค้าในจังหวัดต่างๆ เพื่อขายสินค้าจากบริษัทฯ เขาคลุกคลีอยู่กับวงการนี้มา 10 ปี วิ่งหาร้านตัวแทนจำหน่ายทั่วประเทศ ทำให้รู้จักตัวสินค้า และผู้ขายเป็นอย่างดี

ต่อมาเขาเริ่มเบื่อหน่ายกับการเป็นลูกจ้าง จึงคิดที่จะประกอบธุรกิจส่วนตัว เมื่อถามว่าต้องการทำอะไร เขาตอบว่า จะนำ “ตาข่ายกรองแสงแดด” ที่ใช้มุงตามเรือนเพาะชำ หรือโรงรถชั่วคราวมาขาย เนื่องจากเป็นสินค้าที่ครอบครัวผลิต...

หากมองในด้านตัวผลิตภัณฑ์ เขาได้เปรียบในแง่การควบคุมคุณภาพการผลิต เนื่องจากเป็นสิ่งที่ครอบครัวทำเอง แต่สิ่งที่ต้องสูญเสียไปคือ “ความรู้ ความชำนาญ” จากการขายน้ำมันเครื่องและอาจหมายถึงงานที่ตัวเองรัก เพราะทำมาเป็นทศวรรษแล้ว

ดังนั้น เขาควรจะเป็นผู้ประกอบการธุรกิจ ขายตาข่ายพลาสติกกรองแสงแดด หรือไม่ !?!

ก่อนตอบคำถามนี้ ต้องคำนวณต่อไปว่า หากเขาต้องขายสินค้านี้จริงๆ แล้ว เขาจะหาตลาดหรือกลุ่มเป้าหมายจากที่ไหน (ในขณะที่ร้านค้าจำหน่ายน้ำมันเครื่องทั่วประเทศ เขารู้จักเป็นอย่างดี) ลำดับถัดมาในขณะที่เขาต้องมาเริ่มเรียนรู้กับผลิตภัณฑ์ใหม่นี้ เคยประเมินยอดขายหรือไม่ว่าในแต่ละปี สินค้านี้มีมูลค่าตลาดเท่าไหร่ ยังไม่นับบรรดาคู่แข่ง ที่เขายังไม่รู้ว่าจะเอา “กลยุทธ์” อะไรไปสู้ สุดท้ายแล้วประมาณการรายได้ที่เกิดขึ้นจากการขายสินค้านี้จะมีผล “กำไร” พอเพียงค่าครองชีพเหมือนรายได้ประจำที่เคยทำได้ตอนเป็นพนักงานขายน้ำมันเครื่องหรือไม่!?

ถ้าผมเป็นพนักงานขายน้ำมันเครื่องคนนั้น ผมจะลาออกมา ทำธุรกิจขายตาข่ายกรองแดด โดยยังเป็นผู้แทนขายน้ำมันเครื่องไปด้วย ไม่ขอรับเงินเดือน แต่ขอสิทธิในการตัดสินใจบริหารงานขาย และรับผลตอบแทนเป็นค่า”คอมมิชชั่น” จากการขายแทน

วิธีนี้บริษัทฯ ควรรับข้อเสนอ และให้ค่าคอมมิชชั่นสูงขึ้นด้วยซ้ำ เพราะในยามที่เศรษฐกิจไม่ดี การจ้างคนใหม่ ต้องเสียเวลาเรียนรู้งาน ต้องเสียเงินเดือนประจำ แต่การใช้ทักษะของคนเดิม โดยยอมลดกำไรจากการขายลงจ่ายเป็นค่าคอมมิชชั่นแทน จะทำให้องค์กรประหยัดต้นทุนลงทั้งค่าประกันสังคมและสวัสดิการต่างๆ
ในระหว่างที่เดินทาง ไปเจรจาค้าขายน้ำมันเครื่อง ก็อาศัยการสังเกตุ ว่าสถานที่ใด ควรใช้สินค้า “ตาข่ายกรองแดด” ของเรา ด้วยวิธีนี้ก็จะไม่เครียด เรื่องค่าใช้จ่ายในการหาลูกค้าใหม่ เพราะอย่างน้อยยังมีรายได้จากการขายน้ำมันเครื่องจุนเจือ ถ้าขายได้ทั้งน้ำมันเครื่อง และตาข่ายก็จะทำให้รายได้เพิ่มมากขึ้น

ความหมายของประโยคที่ว่า “ทำในสิ่งที่ชอบ ชอบในสิ่งที่ทำ” หากมองผิวเผินจะเข้าใจว่ามีความหมายเดียวกัน เพียงแต่เล่นคำสลับที่เท่านั้นเอง แต่เมื่อพิจารณาอย่างถ่องแท้แล้ว จะพบว่าเป็นคำที่มี 2 ความหมาย

การทำในสิ่งที่ชอบ ให้ประสบความสำเร็จได้นั้น ต้องพึ่งเรื่องของ “การตลาด” ด้วย ดังนั้น หากกลุ่มเป้าหมายยังไม่สามารถตอบสนองความต้องการที่หวังไว้ ไม่ว่าขณะนั้นเรากำลังทำธุรกิจอะไร (แม้ไม่ชอบ) ก็ต้องพยายามเรียนรู้ ทำให้ดีให้ได้ โดยต้องหัด “ชอบมัน” เสียก่อน.....

คิดแบบนี้ให้ได้ ไม่ว่าจะทำอะไร ก็ประสบความสำเร็จครับ

วันศุกร์ที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2552

โอกาส

ความจริงข้อหนึ่งของโลกนี้คือ คนทุกคนมี “โอกาส” ไม่เท่ากัน นับตั้งแต่กำเนิดแล้ว บางคนเกิดในครอบครัวที่ร่ำรวย บางคนเกิดมา ยังไม่ได้ทำอะไรเลย ก็ยากจนตามบิดามารดาทันที

แต่ก็ยังไม่มีเครื่อง “การันตี” ใดๆ ว่าคนที่เกิดมามีฐานะมั่งคั่ง จะไม่จนในวันข้างหน้า และคนที่เกิดมายากจนวันนี้ จะไม่มีวันลืมตาอ้าปากเป็นเศรษฐีไม่ได้ในอนาคต..

ทั้งหมดขึ้นอยู่กับ “โอกาส” ว่าใครจะใช้ประโยชน์มันอย่างถูกทางหรือไม่ !?

ว่าไปแล้ว คนรวยน่าจะมี “โอกาส” มากกว่า เพราะมีทรัพย์สินมากพอที่จะบันดาลสิ่งต่างๆ เพื่อสร้าง”โอกาส” ให้กับตนเอง เช่น อยากมีธุรกิจ ก็เอาเงินของพ่อแม่ไปทุ่มซื้อมานั่งทำได้ ในขณะที่คนอีกจำพวกหนึ่งต้องเก็บหอมรอบริบ ต้องกู้เงินมาเพื่อทำธุรกิจของตัวเอง

ผมเคยฟังเจ้าของโรงงานผลิตเสื้อผ้าแห่งหนึ่งเล่าว่า “อย่าไปนั่งเสียเวลา อิจฉาคนรวยเลย บางครั้งพวกนี้ก็คิดว่าเอาเงินไปจ้างคนเก่งๆ คิดทำงานแทน แต่การทำงานมันผิดพลาดกันได้ ธุรกิจเกิดล่มขึ้นมา ลูกจ้างหนีหมด เจ้าของก็เอาตัวไม่รอด เพราะไม่เคยคิดทำอะไรเองเป็น ผิดกับคนที่ก่อร่างสร้างตัวจากหนึ่งสมองสองมือ พวกนี้มีเงินน้อยก็เลยต้องใช้สมองบ่อย ทำอะไรต้องมองความคุ้มค่า ความเสี่ยงไม่สูง โอกาสที่จะประสบความสำเร็จก็มีมาก”

หลายคนเข้าใจว่า “บิล เกตส์” ประสบความสำเร็จจากการเป็นเจ้าของบริษัท Microsoft Corporation ผู้ผลิตซอฟท์แวร์ระบบปฏิบัติการ Window ที่ใช้ในเครื่องคอมพิวเตอร์ที่เรารู้จักกันดี เพราะเขาเป็นคนที่สนใจในเรื่องคณิตศาสตร์ และวิทยาศาสตร์ สามารถเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ได้ตั้งแต่อายุ 13 ขวบ นั่นอาจจะเป็นความจริงเพียงครึ่งเดียว!!

เพราะ 5 ปีแรกที่ตั้งบริษัท ไมโครซอฟต์เป็นเพียงบริษัทคอมพิวเตอร์เล็กๆ บิล เกตส์ เห็น “โอกาส” ว่าต่อไปเครื่องคอมพิวเตอร์จะเป็น ผลิตภัณฑ์ที่ทุกครัวเรือนต้องมีไว้ประจำบ้าน ดังนั้น เขาจึงมุ่งพัฒนาซอฟต์แวร์ ระบบปฏิบัติการ เพื่อขายควบคู่ไปกับเครื่องคอมพิวเตอร์ จนกระทั่งปี ค.ศ. 1980 เขาขายสิทธิ์ระบบปฏิบัติการ DOS ให้กับบริษัท ไอบีเอ็ม ยักษ์ใหญ่ไอทีในยุคนั้นได้สำเร็จ ชื่อเสียง เงินทอง จึงหลั่งไหลเข้ามาไม่ขาดสาย....

ภาพยนตร์เรื่อง Pirates of Silicon Valley ฉายเบื้องหลังเรื่องนี้ว่า บิล เกตส์ , สตีฟ บัลเมอร์ (ปัจจุบันเป็น ซีอีโอ ของบริษัท ไมโครซอฟต์) และพอล อัลเลน (ผู้ร่วมก่อตั้งไมโครซอฟต์) เดินทางจากไมอามี่ ไปเจรจากับผู้บริหารบริษัท ไอบีเอ็ม โดยที่ยังไม่มีโปรแกรมดังกล่าวเลย !!!

เมื่อ ไอบีเอ็ม รับข้อเสนอของ บิล เขาส่ง อัลเลนไปเจรจากับทิม ปีเตอร์สัน เจ้าของบริษัท Seattle Computer Products ซึ่งได้เขียนโปรแกรมนี้อยู่แล้ว เพื่อนำมา “ต่อยอด” โดยขอซื้อสิทธิขาดด้วยราคา 5 หมื่นเหรียญ...

ระหว่างรอคำตอบ สตีฟ บัลเมอร์ ถามบิลว่าทำไม “กล้าเสี่ยง” ที่จะไปคุยกับไอบีเอ็มก่อนที่จะมีซอฟต์แวร์ตัวนั้นจริงๆ บิลตอบว่า ก็เพราะ “ความสำเร็จ” ไง...

เขาขยายความว่า “ผู้ประสบความสำเร็จ คือคนฉลาดที่ไม่ยอมเสียโอกาส....!”

“โอกาส” จึงถือเป็นปัจจัยต้นๆ ในการที่เราจะกำหนด หรือวางระบบจัดการต่างๆ ให้เหมาะกับเวลา, สถานที่ หรือบุคคลที่เกี่ยวข้อง

ถ้ายังไม่เห็น “โอกาส” เราจะวางระบบจัดการได้อย่างไร!? เหมือนสุภาษิตไทยที่ว่า “ไม่เห็นน้ำ อย่าเพิ่งตัดกระบอก ไม่เห็นกระรอก อย่าเพิ่งโก่งหน้าไม้” ความหมายก็คือถ้ายังไม่เห็นปริมาณน้ำที่จะใช้ หากเสี่ยงตัดกระบอกสั้น หรือ ยาวเกินไป ก็ล้วนทำให้ “เสียโอกาส” ทั้งสิ้น

ถ้าเช่นนั้น “โอกาส” จะมาถึงเมื่อไหร่ !!???

คนบางคนนั่งรอโอกาส แต่สำหรับ บิล เกตส์ กลับสร้างโอกาสให้กับตัวเอง แม้ว่าจะมีความเสี่ยงอยู่บ้าง แต่ถ้าไม่เสี่ยง ก็ไม่มีโอกาส

เพื่อนผมคนหนึ่งชอบโทรมาปรับทุกข์เกี่ยวกับเรื่องราวในที่ทำงานของเขาอยู่ตลอดเวลา ทั้งในเรื่องระบบการทำงาน ความขัดแย้งที่เกิดขึ้น ทำนองว่าคนเก่งไม่มีโอกาสก้าวหน้า แถมยังถูกเจ้านายกลั่นแกล้งอีก ช่วงแรกๆ ผมรู้สึก “หงุดหงิด” จะวางสายก็กลัวว่าจะเสียน้ำใจ เสียเพื่อน ก็ต้องตั้งใจฟัง และให้คำปรึกษาไปตามเรื่อง เพราะคิดว่าเพื่อนคงแค่หาคนรับฟัง เพื่อระบายความอัดอั้นตันใจเท่านั้น

ปรากฏว่าเขาเอาคำปรึกษาผมไปปฏิบัติ แล้วได้ผลดี คราวนี้เลยโทรมาเล่าเรื่องเหล่านี้ให้ฟังบ่อยขึ้น จนบางทีผมรู้สึกว่า “เสียเวลาทำงาน” หากเป็นผู้อื่นก็คงบอกเลิกคบกันไปเพื่อที่ตัวเองจะได้มีเวลาไปทำมาหากินอย่างอื่นบ้าง แต่ผมมาพิจารณาเรื่องของเขาดีๆ แล้วกลับเห็นว่ามันเป็นเรื่องราวที่มีความน่าสนใจมาก เพราะเป็นเรื่องจริง (True Story) ในบริษัทขนาดใหญ่ เขาอยู่ในระดับผู้บริหาร ดังนั้นเรื่องราวจึงเกี่ยวพันกับผู้คนจำนวนมาก หลากระดับ มีที่มา มีปัญหา มีความสัมพันธ์, มีส่วนขยายขอบข่ายของเรื่อง , มีการคลี่คลายปมปัญหา ผมจึงนำเรื่องเหล่านั้นมาเขียนเป็นพอคเก็ตบุคขาย ชื่อหนังสือว่า "เมื่อ SMEs จะมีเว็บไซต์" หารายได้ แทนเวลาที่เสียไป....

ผมเชื่อว่า หนังทีวีซีรียส์ยอดฮิตเรื่อง “สงครามนางฟ้า” ก็มาจากการหา “โอกาส” คล้ายๆ กันนี้ของผู้เขียนที่ใช้นามปากกาว่า “แอร์กี่”

ผมเคยดูหนังไทยเรื่อง “หม่ำ เดียว หัวเหลี่ยมหัวแหลม” เนื้อหาว่าด้วย หม่ำ ชายขาดเสน่ห์ กับนางเอกสาวสวยปานนางฟ้า แทบไม่มีหนทางไหนที่จะเป็นคู่กันได้ ถ้าไม่มี “น้องเดียว” ที่คอยบอกกระตุ้นหม่ำตลอดเวลาว่า ตนเป็นลูกในอนาคตที่เกิดจากหม่ำ และสาวสวยคนนั้น ทำให้ หม่ำเกิดความมั่นใจ มุมานะจนครอบครองหัวใจนางเอกได้สำเร็จ

ปิดท้ายภาพยนตร์เรื่องนี้ยังมีประโยคฝากให้กับผู้ชมด้วยว่า “โอกาส ก็เหมือนกับอากาศ ที่อยู่รอบๆตัวเรา ทุกครั้งที่เราสูดลมหายใจเอาอากาศเข้าปอดไป ก็อย่าลืมสูดเอาโอกาสเข้าไปด้วย.....”

วันพฤหัสบดีที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2552

โลกธรรม 8

“อนาคต” เป็นสิ่งที่ไม่แน่นอน วันที่ฟ้าโปร่ง แดดออก เรามักไม่คิดว่าจะมีฝนตก เพราะฝนตกส่วนใหญ่จะเป็นวันที่ฟ้ามืด เมฆครื้มดำ แต่เอาเข้าจริงแล้ว เราก็รู้กันดีว่า มีวันที่ “ฝนตก แดดออก” ด้วย สิ่งเหล่านี้เหมือนเตือนว่า ทุกสรรพสิ่งในโลกล้วนมี “ด้านตรงข้าม” เสมอ

วันที่ ผมได้รับงานเขียนโปรแกรม มูลค่ามหาศาลชิ้นหนึ่ง ก็นึกว่าเป็นเรื่องโชคดีของบริษัทฯ ที่ชนะการประมูลมา เร่งให้พนักงานรีบทำงานเพื่อส่งมอบงานตามเวลาที่เขากำหนด แต่ไม่กี่วัน ก่อนที่งานจะเสร็จ พนักงานคนสำคัญของเราคนหนึ่งกลับบ้านที่ต่างจังหวัดด้วยรถทัวร์ แล้วไปประสบอุบัติเหตุ ต้องนอนโรงพยาบาล รักษาตัว มาทำงานไม่ได้ ทำให้บริษัทฯ ส่งมอบล่าช้า งานนี้แทนที่จะได้กำไร กลับต้องเสียเงิน ชำระค่าปรับให้เขาไปเสียอีก...

พุทธศาสนาจึงสอนคนให้มองโลกด้วยความไม่ประมาท โดยให้มองว่าความเป็นจริงของโลกนี้มีธรรมอยู่ 8 ประการ คือ มีลาภ เสื่อมลาภ มียศ เสื่อมยศ มีสุข มีทุกข์ มีสรรเสริญ มีนินทา

เมื่อรู้ว่าสิ่งเหล่านี้วนเวียนอยู่ในชีวิตของคนเรา เวลามีสุขก็จะได้ไม่ลิงโลดเกินไป หรือเวลาที่เผชิญกับความทุกข์ หมองเศร้า ก็ให้คิดว่า สักวันต้องมีวันเป็นของเรา เสมือนการเล่นกีฬาที่ความจริงไม่ได้มุ่งที่ชัยชนะ แต่เพื่อฝึกฝนให้คนเราเข้าใจการใช้ชีวิต คือ รู้แพ้ รู้ชนะ รู้อภัย

ที่สำคัญ ไม่เคยมีนักกีฬาคนไหน ที่เป็น “แชมป์เปี้ยน” ได้ตลอดกาล

และ “สถิติ” มีไว้เพื่อถูก “ทำลาย”!!!

วันที่เรามีลาภ, มียศ, มีสุข, ได้รับการสรรเสริญ ก็ให้เตรียมใจนึกถึง “วันเสื่อม” ที่จะมาในอนาคตอย่างแน่นอน

ดังนั้น วันที่ “โอกาส” เหล่านี้มาถึง จึงควรพิจารณา สร้างประโยชน์ให้กับคนอื่นๆด้วย แทนที่จะคิดถึงประโยชน์สุขส่วนตัวคนเดียว เพราะต้องเข้าใจว่าการที่เราได้รับสิทธิหรือสิ่งเหล่านี้มาก็เพราะมีคนอื่นหยิบยื่นให้ อาจมีบางคนต้องเสียสละเพื่อให้เราได้รับสิ่งเหล่านี้ด้วยซ้ำ

เหมือนคำกล่าวที่ว่า “ยิ่งให้ ยิ่งได้รับ”!

จะเห็นว่า มหาเศรษฐีระดับโลกอย่างน้อย 2 คน คือทั้ง บิลล์ เกตต์ ผู้ก่อตั้งบริษัท ไมโครซอฟต์ และ วอร์เรน บัพเฟ่ต์ มหาเศรษฐีนักลงทุน ได้จัดตั้งมูลนิธิเพื่อการกุศลขึ้น โดยเฉพาะบัพเฟต์นั้น เขาใช้เงินถึง 75% ที่หามาได้ส่งมอบให้การกุศลทั้งหมด

การกระทำของพวกเขาทั้งสอง ทำให้ผมมองไม่ออกเลยว่า เมื่อไหร่พวกเขาจะเสื่อมลาภ, เสื่อมยศ เพราะหลายปีที่ผ่านมานี้ ล้วนมีแต่ “คำสรรเสริญ” จากผู้คนที่เขาเข้าไปให้ความช่วยเหลือเป็นจำนวนมาก

โลกธรรมทั้ง 8 จึงเป็นสิ่งเตือนใจให้มนุษย์ตระหนักถึงการอยู่ร่วมกัน, การรู้จักแบ่งปัน, ความช่วยเหลือซึ่งกันและกัน, การละความละโมบ, ความเห็นแก่ตัว ดังจะเห็นว่าวิกฤติเศรษฐกิจที่ต้องพบทุกคนั้งนั้น ล้วนมีสาเหตุมาจาก “กิเลส” ของคนทั้งสิ้น

พนักงานธนาคารคนหนึ่ง นำเงินไปเล่นพนัน เพื่อที่จะหาวิธีรวยทางลัด ด้วยคิดว่าจะเป็นการหาความสุข แต่กลับต้องพบความทุกข์เมื่อแพ้พนัน เงินที่ลงไปไม่พอใช้หนี้ ต้องหาวิธียักยอกเงินจากลูกค้าไปชำระเจ้าหนี้ เพื่อที่จะรักษาชีวิต แต่ในที่สุดก็ถูกจับได้ และสุดท้ายก็ต้องโทษตามกฏหมายอาญา

การจะได้ลาภ ได้ยศ ได้รับเสียงสรรเสริญ จึงต้องเป็นการกระทำที่เสียสละ เพื่อส่วนรวม มากกว่าจะนำ “ความสุข” ของตนเป็นที่ตั้ง แล้วไปเบียดบัง หรือทำให้ผู้อื่นเดือดร้อน

ธุรกิจก็เช่นกัน ควรมอง “ระยะยาว” การได้กำไรจากการโก่งราคา ยามที่ผู้คนต้องการสินค้านั้นมาก ไม่ได้หมายความว่าจะเป็นการเปิดโอกาสให้ “เอาเปรียบ” แต่หมายถึงบททดสอบว่าเจ้าของธุรกิจนั้น จะเป็นคนมีเมตตา ช่วยเหลือ บรรเทาความเดือดร้อนของลูกค้าได้อย่างไรต่างหาก

การทำธุรกิจอย่างยั่งยืน ต้องเป็นธุรกิจที่ “กุมหัวใจของลูกค้า” ตำราการตลาดระบุว่าการใช้งบประมาณสำหรับหาลูกค้าใหม่นั้น มีต้นทุนสูงถึง 5 เท่าของการรักษาความสัมพันธ์กับลูกค้าเก่า

เมื่อผู้ประกอบการ มีความเข้าใจในโลกธรรมทั้ง 8 แล้ว จึงควรบริหารงาน ด้วย “คุณธรรม” เพราะสิ่งนี้จะเป็นเสมือน “ภูมิคุ้มกัน” เมื่อยามที่ธุรกิจต้องเผชิญปัญหากับความเปลี่ยนแปลงของสภาวะเศรษฐกิจที่ส่งผลมากระทบ

ดังนั้น ถ้าหากกลัวตัวเปียก เพราะฝนตก แล้วไม่แน่ใจความปรวนแปรของท้องฟ้า ก็ให้เอาร่ม (คุณธรรม) ติดตัว ก่อนออกจากบ้านไปทำธุรกิจทุกครั้ง!

วันพุธที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2552

กิจการครอบครัว

“ครอบครัว” ถือเป็นหน่วยที่เล็กที่สุดของ “สังคม” แต่กลับเป็นส่วนสำคัญที่มีผลกระทบต่อสังคมมากที่สุด

หลายธุรกิจที่ประสบผลสำเร็จนั้น เพราะได้ “ครอบครัว” สนับสนุน

“ธุรกิจ” ที่ประสบความสำเร็จในอดีตนั้น จักต้องใช้ “เวลา” ในการดำเนินกิจการเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับลูกค้า

แน่นอนว่าจะต้องมีการส่งมอบให้กับทายาทอย่างน้อย 3 รุ่น กว่าที่กิจการจะเป็น “ปึกแผ่น”

เสียดายว่า ปัจจุบันมีทายาทธุรกิจน้อยลงที่คิดจะสานต่อ หรือบริหารกิจการที่รุ่นพ่อ รุ่นปู่เคยทำไว้ เพราะมีความเชื่อมั่นว่า สิ่งที่เคยประสบความสำเร็จ เลี้ยงตัวเองได้ในอดีตนั้น กลายเป็นเรื่องล้าสมัยไปแล้ว หากไม่มีการเปลี่ยนแปลงก็ต้องพบบท “อวสานต์” เข้าสักวันหนึ่ง แน่นอนที่สุด “พวกเขา” ไม่อยากเป็นผู้ปิดตำนานกิจการที่บรรพบุรุษเคยสร้างไว้ จึงเลือกที่จะไปหาธุรกิจอื่นทำหรือไปเป็นลูกจ้างคนอื่น จะสบายใจกว่า

ด้านผู้ก่อกำเนิดธุรกิจนั้น บางครั้งก็ยังติด “กับดักความสำเร็จในอดีต” คิดเพียงว่าสมัยก่อนก็ใช้วิธีการเหล่านี้สร้างเนื้อสร้างตัวขึ้นมาจนเติบใหญ่ได้ ทำไมยุคสมัยนี้จึงใช้ไม่ได้ โดยลืมสังเกตุความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นรอบตัว หลีกเลี่ยงที่จะเรียนรู้เรื่องใหม่ๆ เพราะเข้าใจว่าตนอยู่ในวงการมานานกว่า สร้างธุรกิจนี้มากับมือ ย่อมรู้เรื่องเหล่านี้ดีที่สุด

โดยเฉพาะ “บุตรหลาน” ด้วยแล้ว แม้เวลาผ่านไปนานเท่าไหร่ ก็ยังเป็น “เด็ก” ในสายตาของผู้ใหญ่เหล่านี้อยู่ดี เมื่อความคิด “จำกัด” วัยของพวกเขาเสียแล้ว ทำให้ “ข้อเสนอ” หรือ “ความคิดเห็น” ของคนรุ่นใหม่กลายเป็น “จินตนาการ” ที่ ฟังดูดี แต่ไม่มีวันที่จะเป็นจริงในสายตาของผู้ใหญ่หัวเก่า

ธุรกิจส่วนมาก จึงล้มหายตายจากไปในยุคของทายาทรุ่นที่ 3 ทั้งๆ ที่ถือว่าเป็นผู้โชคดีกว่า คนสองรุ่นที่แล้ว ที่ต้องปากกัดตีนถีบในการเริ่มต้นธุรกิจ ในขณะที่ตนเองได้รับประโยชน์จากผลพวงเหล่านั้น ทั้งเงินทอง, ฐานะสังคม และการศึกษา

การเตรียม “ทายาท” ธุรกิจ จึงต้องเป็นการฝึกฝนตั้งแต่เด็ก ให้เขาเข้าใจ เห็นความสำคัญ และต้องเปิดใจกว้างรับฟังความคิดเห็นของคนสมัยใหม่ โดยต้องลืมอดีตไปว่า ครั้งหนึ่งเคยยืนเปลี่ยนผ้าอ้อมให้กับพวกเขา...

ผู้ประกอบการธุรกิจฯ บางรายทำใจแบบนั้นไม่ได้ แต่ก็อยากให้ลูกเรียนรู้งาน ครั้นจะให้ทำงานระดับล่าง ก็สงสาร จะให้ทำในตำแหน่งบริหารเร็วเกินไป ก็กลัวลูกจะเหลิง บริหารงานเอาแต่ใจ ทำให้ระบบปกครองคนบกพร่อง เลยตัดสินใจส่งลูกไป “ฝาก” เข้าทำงานกับบริษัทของเพื่อนฝูง สิ่งเหล่านี้ก็ยิ่งทำให้ไม่เกิดความ “ผูกพัน” กับกิจการที่ครอบครัวตนทำอยู่

สมัยที่ผมยังเป็นเด็กนักเรียนมัธยม คุณพ่อ เปิดโรงพิมพ์ ทำหนังสือพิมพ์รายวัน ซึ่งลักษณะงานจะแยกเป็นส่วนๆ ตั้งแต่การเขียนข่าว เรียงพิมพ์ (ยุคนั้นยังใช้ตัวตะกั่ว) ทำบล็อก (ในกรณีที่เป็นรูปภาพ) เข้าหน้า, พิมพ์ และพับจัดเก็บเป็นรูปเล่มเตรียมจัดจำหน่าย การเลือกที่จะให้ผมเข้าไปช่วยกิจการของครอบครัว นั้นต้องพิจารณา 2 ประเด็นหลัก คือ 1. ความสามารถ และ 2. เวลา เนื่องจากช่วงนั้นต้องใช้เวลาส่วนใหญ่ไปเรียนหนังสือ

งานแรกที่ผมได้ทำคือการเขียนและพาดหัวข่าว เนื่องจากง่าย ใช้เวลาไม่นาน เพราะได้รับต้นฉบับข่าวจากสำนักข่าวไทยวันละ 3 เวลาอยู่แล้ว เพียงแค่เลือกข่าวส่งไปเรียง แล้วมาพาดหัวให้น่าสนใจขึ้น การที่ต้องเข้าไปคลุกคลีกับช่างเรียง และช่างพิมพ์ ก็ได้ความรู้เพิ่มเติม เวลาที่คนงานขาด ผมก็เข้าไปทดแทนในตำแหน่งนั้นๆ ได้

อย่างไรก็ตาม คุณพ่อและคุณแม่ผมก็สนับสนุนให้ผมมุ่งเรื่องเรียนมากกว่า เพราะวุฒิการศึกษายังเป็นสิ่งที่สังคมให้การยกย่อง และเชื่อถือ

พักหลังๆ ผมดูจะชอบงานสื่อมวลชนจนออกหน้าออกตามากเกินไปกระมัง คุณพ่อ เลยตัดสินใจขายหัวหนังสือพิมพ์และกิจการโรงพิมพ์ในภายหลัง....
+++++++++++++++++++++++++++++++++++

ปัญหาใหญ่ของกิจการประจำตระกูลต่อมา ก็คือ เรื่องรายได้ หรือ “ผลประโยชน์” ส่วนใหญ่จะนำเข้ากองกลาง หรือที่เรียกว่า “กงสี” ก่อนแล้วจึงค่อยมาจัดสรร แบ่งปันกัน ซึ่งบางครั้งเกิดความไม่เป็นธรรม ทะเลาะเบาะแว้ง หรือไม่ก็ต้อง “แตกวง” กัน ดังนั้น นอกจากการแบ่งหน้าที่ความรับผิดชอบกันแล้วก็ต้องเจรจากันเรื่องส่วนของ “รายรับ” ให้ชัดเจน ว่าจะแบ่งกำไรกันคนละเท่าไหร่ ทำเป็นลายลักษณ์อักษร และปฏิบัติตามนั้นอย่างเคร่งครัด เพื่อจะได้ไม่เกิดปัญหาความขัดแย้งภายหลัง

ว่าไปแล้ว “ความรัก” ระหว่างคนในครอบครัวนั้น ทุกคนล้วนตระหนักว่าเป็นสิ่งที่ดีมีคุณค่า และช่วยจรรโลงสังคมให้น่าอยู่ แต่ไฉนพอมีเรื่อง “ผลประโยชน์” เข้ามาเกี่ยวข้อง ก็มักทำความรู้สึกที่ดีๆ เคยมีต่อกันหล่นหาย เพื่อพิทักษ์รักษาผลประโยชน์ตัวเองกันมากกว่า

ถ้า “ความรัก” ทำให้คนตาบอด

ผลประโยชน์ก็ทำให้คน “ใจบอด” ได้เหมือนกัน!!!

วันอังคารที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2552

ปัญหามา ปัญญามี

เวลาที่ผมไปสอนโครงการเสริมสร้างผู้ประกอบการใหม่ (New Entrepreneurs Creation) นั้น มีทั้งผู้ที่มีกิจการอยู่แล้ว, , พนักงานประจำที่อยากเริ่มต้นมีกิจการ และผู้ที่ว่างงาน วัตถุประสงค์ของการอบรมครั้งนี้ก็เพื่อให้เกิดการสร้างกิจการเพิ่มขึ้น สนับสนุนส่งเสริมให้เกิดผู้ประกอบการายใหม่ๆ ขึ้นในประเทศ โดยบางปีคาดหวังว่าจะมีอย่างน้อย 50,000 ราย!!!

ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เพราะขนาดผู้ที่เคยมีประสบการณ์อยู่แล้ว เจอปัญหาแก้ไม่ตกก็ยังต้องปิดกิจการทิ้ง เป็นหนี้เป็นสิน ติดบัญชีดำตามธนาคารต่างๆ ก็มี ดังนั้น คนที่ไม่เคยมีประสบการณ์ ทำแต่งานประจำ ซึ่งขอบเขตงานน้อยกว่าการเป็นเจ้าของธุรกิจเยอะ ยังโดนเจ้านายต่อว่าเช้าเย็น บางวันเจ้านายไม่เข้ามาตรวจงาน ไม่ได้ยินเสียงบ่น ทำเอานอนไม่หลับทั้งคืนก็เคย

ลูกจ้างเจอสภาพแบบนี้ ใครจะกล้านำเงินออม(จากเงินเดือน) ไปเสี่ยงทำธุรกิจ ที่มีโครงข่ายของงานมากกว่า

การอบรมของโครงการนี้ จึงสะท้อนผลลัพธ์ ออกมาในรูปแบบของ “แผนธุรกิจ” เพื่อให้ผู้เข้าอบรมฯ ได้เห็นองค์ประกอบของธุรกิจหลักๆ ว่าต้องมีส่วนใดบ้าง ทั้งในเรื่องของการตลาด, การวิเคราะห์จุดอ่อน จุดแข็ง, การเงิน และบัญชี

เจ้าของกิจการไม่จำเป็นต้องถนัด หรือรู้ทุกเรื่องในปัจจัยเหล่านี้ เพียงแต่ต้องเข้าใจในสิ่งที่ตนมีอย่างถ่องแท้ และไม่กลัวที่ต้องเผชิญกับ “ปัญหา” ที่จะตามมาหลังจากตัดสินใจไปแล้ว

คนบางคนกังวลไปก่อนปัญหาที่จะเกิดขึ้นเสียอีก เลยกลายเป็นเครียดคูณสอง คือก่อนและหลังเจอปัญหา....

ผมมักบอกผู้เข้าอบรมในโครงการนี้ว่า ไม่ต้องกลัวปัญหา เพราะถ้าคิดทำธุรกิจก็ต้องเจออยู่แล้ว จะมานั่งกังวลล่วงหน้าให้เสียเวลาทำไม !

สิ่งที่ผู้ประกอบการธุรกิจ ควรทำก็คือ เมื่อหลีกเลี่ยงปัญหาไม่ได้ ก็ควรหาวิธีลด หรือผ่อนปรนปัญหาจากหนักให้เป็นเบา จากเบาให้ไม่เกิดขึ้นเลย ด้วยการศึกษาเรียนรู้ จากผู้เชี่ยวชาญ หาความรู้จากอินเทอร์เน็ต รวบรวมข้อมูลก่อนการตัดสินใจบางเรื่องที่อาจก่อปัญหาขึ้นในอนาคต

การศึกษาหาข้อมูล, การทำวิจัย, การสังเกตุ ก็เป็นส่วนหนึ่งในการลดความเสี่ยงที่จะเกิดปัญหาของธุรกิจ
การทำธุรกิจจึงควรเป็นเรื่องที่ตนเองมีความถนัด และทำได้ดีเป็นพิเศษ เพราะสิ่งเหล่านี้จะทำให้เกิดความ “กระหาย” และ นึกสนุกในการค้นคว้าหาความรู้ (Knowledge) เพิ่มเติมมากยิ่งขึ้น

ก่อนจะลงทุน เพื่อผลิตสินค้าขึ้นมา ก็นำข้อมูลจากการวิจัย ศึกษาขนาดตลาด, พฤติกรรมผู้บริโภค เปรียบเทียบคู่แข่ง ว่าจะต้องใช้กลยุทธ์อย่างไรในการแย่งชิงส่วนแบ่งฯ คำนวณค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นในระหว่างการดำเนินงาน กับประมาณการรายได้ที่จะได้รับกลับมานั้น มีผลกำไรเพียงพอที่จะทำให้ธุรกิจดำเนินงานต่อไปได้หรือไม่ ?

“แผนธุรกิจ” จึงเปรียบเสมือนแนวทางในการใช้ความรู้ ความสามารถเพื่อพยากรณ์ว่าธุรกิจนั้น ควรดำเนินงานได้จริงหรือไม่!?!

ถ้าจะขาดทุน ก็ให้ขาดทุนที่ตัวเลขบนกระดาษที่เขียนแผนเสียก่อน เพราะอย่างมากก็หากระดาษใหม่มาใช้เขียนแผนธุรกิจชนิดอื่นได้ แต่ถ้าลงมือลงแรง ลงทุนทำไปแล้ว นอกจากเงินทองที่ต้องสูญไปอย่างเปล่าประโยชน์ เพราะไม่ได้ใช้สติปัญญา หาข้อมูลให้ดีเสียก่อน แล้วบางครั้งยัง “สั่นคลอน” ความเชื่อมั่นของตนเองอีกด้วย

ในยุคที่มีผู้ผลิตเกิดขึ้นมากมาย ทำให้การแข่งขันสูงขึ้น อีกทั้งความต้องการของผู้บริโภคที่มีหลากหลาย จำเป็นอยู่เองที่เจ้าของกิจการต้องมีความรู้ และต้องใช้สติปัญญา เพื่อรับมือ ไม่ว่าจะเป็นการสร้างกลยุทธ์ธุรกิจ, การแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า, การจัดทำแผนสำรองฉุกเฉิน ฯลฯ

การทำงานหนัก, ด้วยจำนวนเงินลงทุนที่สูงกว่า สามารถช่วยธุรกิจในยุคสมัยหนึ่งให้ประสบความสำเร็จได้ แต่การทำธุรกิจในยุคเทคโนโลยีที่ทุกผู้คนสามารถเข้าถึงข้อมูล (Information) ได้อย่างเท่าเทียมกัน

ภูมิปัญญา (wisdom) จะเป็นตัวตัดสินว่า ธุรกิจใดควรจะอยู่รอดต่อไป?!

วันอาทิตย์ที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2552

เอกลักษณ์

ปัจจุบันมีสินค้าเกิดขึ้นมากมาย และเมื่อแยกเป็นกลุ่มๆ แล้วก็ยังแตกแยกย่อยมีผู้ผลิตที่ทำของเหมือนๆ กันอีกหลายเจ้า ดังนั้น การที่จะทำให้ลูกค้าตัดสินใจเลือกซื้อสินค้าของเราจึงต้องมีจุดเด่น และต้องเป็นเอกลักษณ์ให้ลูกค้า “จำแนก” ความแตกต่างออกจากคู่แข่งขันได้

ทำธุรกิจทุกวันนี้จึงต้องมี “แบรนด์” เพราะแบรนด์นั้น กินความครอบคลุมทุกส่วนของสินค้าที่ลูกค้าสัมผัส ไม่ว่าจะเป็นตาดู, หูฟัง, จมูกดม, ผิวหนังสัมผัสและลิ้นรับรส

อย่าง “น้ำเปล่า” ยังมีชื่อเรียก ยังไม่นับพวกที่แตกออกเป็นน้ำเปล่าโมเลกุลเล็กอีก

คำขวัญบางสินค้ายังสื่อถึงชื่อเรียกอีก เช่น เครื่องปรับอากาศยี่ห้อหนึ่งมีคำขวัญว่า “หนีร้อน มาพึ่งเทรนด์”

แบรนด์ที่ดีจึงควรทำให้ลูกค้าประทับใจ วิธีตราตรึงจึงต้องทำให้ผู้รับสาร กระตุกฉุกคิด!!!

ยุคหนึ่ง เสื้อผ้าผู้ชาย มีคำพูดเท่ๆ ว่า “เอกลักษณ์ของเอกบุรุษ” เพียงได้ยินก็รู้สึกถึงความเป็นหนึ่งหรือผู้นำ

ผงซักฟอกที่ดมความสะอาดได้ ทั้งที่ก่อนหน้านั้น เราใช้ “ตา” ดูว่าสกปรกหรือสะอาด แต่อิทธิพลของการตลาดก็ทำให้ “จมูก” เข้ามามีบทบาทในการตัดสินความสะอาดด้วย

ความสุขที่คุณดื่มได้ ก็กลายเป็นคำขวัญของสินค้าไปแล้ว ทั้งๆ ที่ความสุขควรจะเป็นเรื่องของ “อารมณ์และความรู้สึก” มากกว่า...”ของเหลว” ที่จับต้องได้

ดังนั้นการจะสร้าง “เอกลักษณ์” ของสินค้าขึ้นมา อย่าลืมคิดถึงปัจจัยเหล่านี้ด้วย

1. ชื่อเรียก เป็นสิ่งจำเป็นมาก โดยเฉพาะชื่อที่มีความหมาย จะทำให้คนผูกโยงกับเรื่องราวและจดจำได้ง่าย การตั้งชื่อเรียกของสินค้า, ร้านค้า จึงเป็นทั้งศาสตร์และศิลป์ บางบริษัทใช้ชื่อผู้ก่อตั้ง , ชื่อผลไม้ที่ตนเองโปรดปราน , ชื่อที่สะท้อนผลลัพธ์ของการใช้สินค้า เช่น ครีมขัดแผ่นซีดีเป็นรอย มียี่ห้อ “ไฉไล” แต่ไม่ว่าจะใช้ชื่ออะไร ควรต้องออกเสียงเรียกง่าย (ระมัดระวังเรื่องคำผวนด้วย) ไม่ควรเกินสี่พยางค์ เพราะลูกค้าจะจำยากขึ้น

2. ต้องแตกต่างอย่างมีคุณค่า การทำสินค้าที่เป็นนวัตกรรม หรือสินค้าที่ยังไม่เคยมีใครผลิตออกมาก่อน อาจได้เปรียบในแง่ของการสร้างความตื่นตาตื่นใจให้กับผู้พบเห็น แต่หากเป็นสินค้าที่ผลิตออกมาทีหลัง ควรมีการเพิ่มมูลค่า เพื่อสร้างความแตกต่างจากคู่แข่ง เช่น สมัยก่อนเรามียาดมหลอด และยาน้ำแบบทา จนกระทั่งมีผู้ผลิตหัวใสรายหนึ่งนำ”ลักษณะการใช้งาน” ที่แตกต่างกันมารวมอยู่ในหลอดเดียวกัน เป็นยาดมก็ได้ทาก็ได้ คุณค่าที่เกิดขึ้นคืออำนวยความสะดวกให้ผู้ใช้ไม่ต้องพกขวดยามากมายในระหว่างเดินทาง

3. เรื่องราว การมีที่มาที่ไปจะทำให้ผลิตภัณฑ์มีความน่าสนใจมากขึ้น คนส่วนใหญ่มักเข้าใจว่าต้องเป็นเรื่องราวเก่าแก่ เหมือนประเพณี “ลอยกระทง” ที่มีนางนพมาส เป็นต้นตำรับ แต่สำหรับสินค้าที่เกิดใหม่ ก็สามารถทำให้คนสนใจได้ เช่น ภาพยนตร์โฆษณาชุด กล้องถ่ายวิดีโอ แฮนดี้แคม ของ โซนี่ แสดงให้เห็นถึงวิธีออกแบบผลิตภัณฑ์ ในภาพยนตร์ความยาว 1 นาทีชี้ให้เห็นว่า ในขณะที่เขาออกแบบโครงสร้างของสินค้าที่เหมาะมือเรียบร้อยแล้ว เขาก็ส่งชิ้นงานนี้ ให้กับหัวหน้าวิศวกรเพื่อนำไปใส่เครื่องยนต์กลไกภายใน ไม่นาน เมื่อ สินค้าต้นแบบ (Prototype) เสร็จเรียบร้อย เจ้าของผลิตภัณฑ์ก็เอามันหย่อนลงในตู้ปลาที่มีน้ำเพื่อทดสอบ (Test) เพราะหากเกิดฟองอากาศขึ้นก็แสดงว่า ภายในตัวกล้องนั้นยังมีช่องว่าง (โพรงอากาศ) อยู่ เขาก็จะให้วิศวกรกลับไปแก้ไข ทำให้มันเล็กลงอีกได้ จะเห็นว่าการนำเสนอเต็มไปด้วยความเรียบง่าย แต่ในความง่ายนั้นก็สะท้อนให้เห็นการเอาใจใส่ เพราะขนาดที่ใหญ่โตเกินความจำเป็นนั้นทำให้สิ้นเปลืองวัตถุดิบ และมีราคาแพงขึ้นโดยใช่เหตุ

4. บริการ ทุกวันนี้ปฏิเสธไม่ได้ว่า “งานบริการ” มีส่วนสำคัญในการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภค ร้านสุกี้บางที่ระหว่างนั่งรับประทานอยู่ จะมีการแสดงดนตรีเข้าจังหวะ กล่อมอารมณ์ลูกค้า, การซื้อเครื่องคอมพิวเตอร์ที่มีบริการซ่อมถึงบ้าน (Service On Site) จะทำให้ลูกค้าสบายใจกว่าการได้รับบัตรประกันสินค้าเพียงอย่างเดียว (เวลาเสียต้องแบกเครื่องไปหาศูนย์ซ่อม) แม้แต่ร้านอาหารฟาสต์ฟู๊ดที่ขนาดมีทำเลดีๆ เดี๋ยวนี้ยังต้องมีบริการส่งถึงที่ เกือบทุกยี่ห้อ จนแทบหาความแตกต่างไม่เจอแล้ว (ต้องหันมาแข่งกันที่ความเร็วในการส่ง)

5. กลุ่มเป้าหมาย การผลิตสินค้าหรือบริการก็ดี ควรต้องคำนึงถึงพฤติกรรมของผู้ใช้ซึ่งเป็นกลุ่มเป้าหมาย เพราะหากกำหนดกลุ่มผิดก็จะทำให้ “คุณค่า” ของการสร้างเอกลักษณ์ไม่ประสบความสำเร็จ นับตั้งแต่การออกแบบสินค้า,บรรจุภัณฑ์, การสร้างสาร, การใช้สื่อ สิ่งเหล่านี้มีผลต่อรายได้ธุรกิจทั้งสิ้น

6. สัญญลักษณ์ รวมความตั้งแต่เครื่องหมายการค้า, กลิ่น, สี ของสินค้า เสียงที่ต้องไม่เหมือนใคร หรือแม้แต่เสื้อผ้าเครื่องแบบก็มีส่วนสะท้อนแก่นของธุรกิจให้แตกต่างจากคู่แข่ง เช่น โลโก้ดอกบัวเราจะนึกถึงธนาคารกรุงเทพ, ร้านทำขนมบันส่งกลิ่นออกมาเรียกลูกค้า, สีเหลืองนึกถึงธนาคารศรีอยุธยา และเสียงกระดิ่งจากไอศครีมวอลล์ หรือเสียงเชิญชวน “รับขนมจีบ และซาลาเปาเพิ่มมั๊ยค่ะ” ก็ทำให้ใครอดคิดถึงพนักงานเก็บเงินในร้านเซเว่นอีเลฟเว่นไม่ได้...

สินค้าที่มีเอกลักษณ์นั้น แม้จะเป็นสิ่งใหม่และสร้างยากในตอนแรก แต่ถ้าลูกค้าได้รับความประทับใจแล้ว ก็จะลืมได้ยากเช่นกัน!

วันเสาร์ที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2552

ฝ่าวิกฤติเศรษฐกิจ ด้วยธุรกิจ SMEs คุณธรรม

ท่ามกลางวิกฤติเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นในเวลานี้ “คุณธรรม” ถือเป็นภูมิคุ้มกันของธุรกิจ คณะการจัดการและการท่องเที่ยว มหาวิทยาลัยบูรพา จึงได้จัดสัมมนาเรื่อง “ฝ่าวิกฤติเศรษฐกิจ ด้วยธุรกิจ SMEs คุณธรรม” ขึ้นในวันจันทร์ที่ 29 มิถุนายน พศ. 2552 เวลา 13.30-18.00 น. ณ ห้องประชุมพิบูลสงคราม มหาวิทยาลัยบูรพา จังหวัดชลบุรี โดยมี กำหนดการ ดังต่อไปนี้

13.30-14.00 น. ลงทะเบียน
14.00-14.05 น. ผู้ช่วยศาสตราจารย์พัชนี นนทศักดิ์ คณบดีคณะการจัดการและการท่องเที่ยว มหาวิทยาลัยบูรพา กล่าวต้อนรับ
14.05-14.30 น. นายศิริชัย สาครรัตนกุล รองกรรมการผู้จัดการธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย ในฐานะประธานกรรมการจัดงานสมัชชาคุณธรรมแห่งชาติครั้งที่ ๔ กล่าวเปิดงานและบรรยายจุดมุ่งหมายของงาน
14.30-14.50 น. สัมภาษณ์ นายโฆสิต ปั้นเปี่ยมรัษฎ์ ประธานกรรมการบริหาร ธนาคาร กรุงเทพจำกัด (มหาชน) อดีตรองนายกรมต.รมต.อุตสาหกรรมในประเด็น "ฝ่าวิกฤติเศรษฐกิจด้วยธุรกิจ SMEs คุณธรรม" (วีดิทัศน์)
14.50-15.10 น. พักรับประทานอาหารว่าง และสร้างเครือข่ายความร่วมมือ
15.10-16.45 น. การอภิปรายกลุ่มหัวข้อ “ฝ่าวิกฤติเศรษฐกิจ ด้วยธุรกิจ SMEs คุณธรรม”
1. นายกมล ชุติพงศ์นาวิน เจ้าของบริษัท KMF ผู้ผลิตและส่งออกชิ้นส่วนเครื่องจักรกล
2. นายอิศรา เผชิญชัยกิจ เจ้าของและผู้จัดการกลุ่มโรงแรม Bella Villa Groups 5 โรงแรมในพัทยา
3. นายพันธ์ศักดิ์ ลีลาวรรณกุลศิริ SVP กลุ่มงานธุรกิจ SMEs ธนาคารกรุงเทพ จำกัด(มหาชน)
4. นายเมธี ลีละวัฒน์ ผู้ดูแลประเด็น SMEs คุณธรรม ในงานสมัชชาคุณธรรมแห่งชาติครั้งที่ ๔ และอดีตรองผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ดำเนินการอภิปรายโดย รองศาสตราจารย์ ดร.วุฒิชาติ สุนทรสมัย ประธานหลักสูตรการจัดการมหาบัณฑิต สาขาการจัดการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม คณะการจัดการและการท่องเที่ยว มหาวิทยาลัยบูรพา
16.45- 17.00 น. ผู้ร่วมสัมมนาซักถาม และแสดงความคิดเห็น
17.00-18.00 น. ปาฐกถาพิเศษโดย พระมหาสมปอง ตาลปุตโต
แห่งรายการ “ธรรมะเดลิ เวอรี่”และ รายการ “หลวงพี่มาแล้ว”
หัวข้อ "คุณธรรมนำธุรกิจ SMEs ฝ่าวิกฤติเศรษฐกิจ"
18.00 น. จบการสัมมนา
+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++
วัตถุประสงค์
1. เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนการจัดงานสมัชชาคุณธรรมแห่งชาติ ครั้งที่ ๔ “ฝ่าวิกฤตด้วยธุรกิจคุณธรรม” โดยอาศัยการประสานความร่วมมือขององค์กรเครือข่าย ให้เป็นเวทีสาธารณะสำหรับนำเสนอ และแลกเปลี่ยนเรียนรู้ประสบการณ์ในการสร้างธรรมาภิบาลในภาคธุรกิจ เพื่อนำไปประยุกต์ใช้ในทางปฏิบัติ

2. เพื่อเสริมสร้างเครือข่ายความร่วมมือในการกำหนดยุทธศาสตร์และแนวทางดำเนินงานในการสร้างธรรมาภิบาลในภาคธุรกิจอย่างยั่งยืน

การสัมมนาครั้งนี้ไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น ผู้สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดและสำรองที่นั่งฟรีได้ที่ โทร 0-3810-2397 โทรสาร 0-3839-3264

ลูกจ้างประจำกับเจ้าของธุรกิจ

ท่านรู้ความแตกต่างระหว่าง ลูกจ้างประจำ กับ เจ้าของธุรกิจหรือเปล่า ทำไมคนส่วนใหญ่จึงอยากจะเป็นเจ้าของธุรกิจ มากกว่าจะพัฒนาตัวเองจากลูกจ้างประจำไปเป็นระดับ “มืออาชีพ”

สาเหตุส่วนหนึ่ง เพราะคนที่เป็นเจ้าของธุรกิจ นั้น จะมี “อิสระ” กว่าทั้งในเรื่องของการจัดการบริหาร, ความคิด ตลอดจนการเงิน ในขณะที่คนเป็นลูกจ้างส่วนใหญ่จะต้องปฏิบัติตามกรอบระเบียบที่นายจ้างกำหนดขึ้น โดยเฉพาะเรื่องการใช้จ่ายเงินทองในชีวิตประจำวัน จะต้องไม่เกิน “เงินเดือน” ที่ตนเองได้รับในแต่ละเดือน และแต่ละปีก็ต้องมาลุ้นว่านายจ้างจะใจดีปรับเงินเพิ่มให้เท่าไร เพื่อตนจะได้มีโอกาสจับจ่ายใช้สอยเพิ่มขึ้นด้วย

ผมเคยทำตารางเปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างลูกจ้างกับเจ้าของธุรกิจไว้ดังนี้

ลูกจ้างประจำ
1. ต้องมาตอกบัตรหรือบันทึกเวลาทำงาน
2. ได้รับเงินเดือนประจำ
3. ต้องปฏิบัติตามภาระกิจที่ได้รับมอบหมาย
4. ทำตามหน้าที่
5. วันหยุดขึ้นอยู่กับบริบทขององค์กร

เจ้าของธุรกิจ
1. มาทำงานขึ้นอยู่กับความพอใจ
2. รายได้ขึ้นอยู่กับผลการดำเนินงานธุรกิจ
3. กำหนดกฏ , ดำเนินงานตามแนวที่ตัวเองคิดว่าดี
4. ควรมีความรับผิดชอบมากกว่า
5. หยุดตามใจอยาก

หากเทียบกันยกต่อยกแล้วจะเห็นว่า “เจ้าของธุรกิจ” นั้น ได้เปรียบกว่าการเป็นลูกจ้างอยู่หลายแต้ม โดยเฉพาะความสามารถในการ “ตัดสินใจ”

แต่ในแง่ “ความอยาก” กับ “ความเป็นจริง” เป็นสิ่งที่แตกต่างกัน ต้องยอมรับว่าแม้คนส่วนใหญ่อยากจะมีกิจการเป็นของตัวเอง แต่น้อยรายจริงๆ ที่จะทำได้สำเร็จ ลองดูตัวเลขอัตราส่วนเจ้าของกิจการกับพนักงานของประเทศนี้ดูก็จะรู้ข้อเท็จจริงนี้

ในขณะที่พลเมืองประเทศนี้มีถึง 60 ล้านคน แต่ผลสำรวจ ธุรกิจ SMEs ทั่วประเทศ มีเพียงล้านต้นๆ เท่านั้นเอง

ไม่ต่างจากการที่ถาม นิสิตนักศึกษา ที่ใกล้จบปริญญา หลายคนอยากจะเริ่มต้นเป็น “ลูกจ้าง” เสียก่อน นัยว่าประสบการณ์ยังน้อย การเรียนในห้องยังเชื่อว่าเป็นเพียงทฤษฏีตามตำราเท่านั้น บางสถาบันการศึกษาส่งเสริมแนวคิดนี้ด้วยการ สอนวิธีเขียนใบสมัครอย่างไรจึงจะได้งานทำ!

ทั้งที่มองย้อนกลับไปในอดีต เศรษฐีชั้นนำของเมืองไทยในปัจจุบัน มีน้อยรายมากที่จะเรียนจบปริญญาตรี บางคนยังไม่ทันจบ ม.6 ดีเสียด้วยซ้ำ ก็ต้องออกมาช่วยครอบครัวสร้างเนื้อสร้างตัวด้วยความขยันหมั่นเพียร !?

+++++++++++++++++++++++++++++++++++

ทุกสิ่งทุกอย่างถูกกำหนดโดย “ทัศนคติ” โดยที่เราไม่รู้ตัวเอง!

การศึกษา, สภาพแวดล้อม, สังคม, ครอบครัว ล้วนมีผลต่อทัศนคติของคน !?!

พ่อแม่หลายคน จึงพยายามส่งเสียบุตรหลานให้ไปเรียนโรงเรียนที่มีค่าเทอมแพง เพราะเชื่อว่า ลูกอยู่ในสังคมชั้นสูง จะมีโอกาสสร้างความสัมพันธ์กับผู้ที่มีฐานะ หรือชาติตระกูลดี หวังจะเป็น “ทางลัด” ในการทำกินของลูกหลานตัวเองในอนาคต

โดยเฉพาะการเริ่มต้นทำงาน ด้วยคำว่า “เด็กฝาก” นั้นง่ายกว่าการตะเกียกตะกายกว่าการต้องสมัครสอบเพื่อแย่งเก้าอี้นั่งทำงานกับคนอื่น

แม้ว่าเบื้องต้นจะต้องลงทุนด้วยแรง “กระเสือกกระสน” ของผู้เป็นบิดามารดาอยู่มาก

แต่อย่างน้อย ก็แสดงให้เห็นถึงสัจธรรมที่ว่าด้วย “ไม่มีอะไรได้มาง่ายๆ”

ข้อสำคัญ อยู่ตรงที่ใครจะเป็นผู้แบกรับ “ความลำบาก”!

++++++++++++++++++++++++++++++++++

ว่าไปแล้ว เรื่อง “ทัศนคติ” นั้นเป็นเพียง “ความรู้สึกนึกคิด” มันถูกปรุงแต่ง และเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา ขึ้นอยู่กับเจ้าของสมองที่จะบังคับบงการ ไม่ว่าอยู่ในสภาวะแวดล้อมเช่นไร !?

ดุจ “น้ำครึ่งแก้ว” ที่กลายเป็น “โอกาส” ของ (ความรู้สึก) ผู้เพิ่งเคยพบเจอ หรือกลายเป็น “วิกฤติ” ของผู้ที่เคยครอบครองมันอยู่เต็มแก้วแล้วเกิด(ความรู้สึก) “พร่อง” ไป!

หากพนักงานหรือลูกจ้างมีความเป็น “มืออาชีพ” เขาจะลงมือลงแรง ทำงานนั้นอย่างเต็มความสามารถ ด้วยแนวคิดของ “ความเป็นเจ้าของกิจการ” ที่อยากจะพัฒนาทักษะ ความสามารถเดิมของตัวเองให้ดีขึ้นอยู่ตลอดเวลา

องค์กรใดได้ลูกจ้างมืออาชีพแบบนี้ ก็มีแวว “รุ่ง” อนาคตสดใส หากรู้วิธีในการสนับสนุนและดึงศักยภาพของพวกเขามาใช้ได้อย่างเต็มที่

แต่หากคนที่เป็น “เจ้าของกิจการ” มีแนวคิดแบบพนักงานรับเงินเดือน เดือนไหนได้มากทำมาก เดือนไหนได้น้อย ทำน้อย เดือนไหนขาดทุน ไม่ทำ!!

แบบนี้ ถึงมีกิจการเป็นของตัวเอง ก็นับถอยหลังวันจดทะเบียนเลิกบริษัทได้เลย!!

หลายองค์กรจึงพยายามปลูกฝังแนวความคิดให้พนักงานรักบริษัท เหมือนตัวเองเป็นเจ้าของ

หากในมโนสำนึกทำไม่สำเร็จ เจ้าของกิจการบางรายก็ใช้วิธีแบ่งหุ้นให้เลยก็มี..

อย่างไรก็ตาม “ความเป็นเจ้าของกิจการ” นั้น ท่านสามารถเริ่มต้นได้ตลอดเวลา เพราะการเกิดของธุรกิจใหม่ๆ นั้น ไม่ได้ขึ้นอยู่กับสภาวะเศรษฐกิจ แต่ขึ้นอยู่กับการปรับ “ทัศนคติ” ของตัวเอง

ว่าจะคิดเริ่มต้นเป็น “ลูกจ้าง” หรือ “เถ้าแก่” มืออาชีพ

แล้วรีบลงมือทำทันที

เพราะความจริงที่น่าประหลาดข้อหนึ่งก็คือ “ทัศนคติที่ดี” มักไม่อยู่กับใครนานๆ....

วันศุกร์ที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2552

NEC ของสถาบันอาหาร

วันที่ 11 มิถุนายน 2552 เวลา 15.00-18.00 น. ผมต้องไปสอนวิชาพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ กรณีศึกษาอาหารแปรรูปให้กับโครงการเสริมสร้างผู้ประกอบการใหม่ (NEC) ที่คราวนี้สถาบันอาหารเป็นผู้จัดหลักสูตรขึ้นที่ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย

ผมไปสอนโครงการนี้ติดต่อกันมาหลายครั้งแล้ว ปัญหาที่พบก็คือเรื่องของเวลา ไม่รู้ว่าจะพยายามอย่างไรก็ "ไม่พอ" เสียที ที่จะอธิบายเรื่องราวทั้งหมดให้จบลงได้ภายใน 3 ชั่วโมง ครั้งล่าสุดผมเลยตัดสินใจปรึกษาคุณชุติมา ผู้ที่คอยดูแลให้การจัดงานเป็นไปอย่างราบรื่นว่า ผมได้จัดทำหนังสือ "เมื่อ SMEs จะมีเว็บไซต์" ซึ่งเป็นการเล่าประสบการณ์, การเริ่มต้นทำอีคอมเมิร์ช ขึ้นมา เพื่อให้ผู้อ่านได้เข้าใจพื้นฐาน และเก็บไว้ทบทวน เตือนความจำในภายหลังได้ จะขอนำไปวางขายหน้าห้อง เหมือนเป็นหนังสืออ่านนอกเวลาได้หรือไม่ ? เพื่อจะได้มีเวลาที่เหลือมาทำ "ของจริง" ให้ผู้เข้าอบรมดูเลยดีกว่ามาพูดซ้ำแล้วซ้ำเล่า ต้องเสียเวลานึกภาพอีก

คุณชุติมา ขอดูรายละเอียดหนังสือ ผมก็จัดส่งเล่มตัวอย่างไปให้ทางไปรษณีย์ ผมว่าเธอเป็นคนรอบคอบพอสมควรนะครับ ก่อนที่จะส่งมอบอะไรให้ลูกค้า ก็ต้องตรวจสอบก่อนว่ามีพิษมีภัย หรือจะก่ออันตรายภายหลังได้หรือไม่?

ไม่นานเธอก็ตอบตกลง ผมถามเธอว่ามีผู้เรียนกี่ท่าน เธอก็ตอบว่า 40 ท่าน ผมดูสต๊อกที่บ้านแล้วพบว่ามี 27 เล่ม ก็กะขนไปเท่านั้น เพราะต้องเรียนตามตรงว่าหนังสือเล่มนี้เหมาะสำหรับ "มือใหม่" จริงๆ ที่จะอ่านแล้วได้รับความรู้ ถ้าคนที่เก่งแล้ว อาจจะไม่ซื้อก็ได้ ด้วยความขี้เกียจขนกลับ ผมก็เลยตั้งใจกะให้ "ดีมานต์" มีมากกว่า "ซัพพลาย" จะขายของได้ง่ายขึ้น!!!

เหมือนเวลาที่ไปเดินดูตามห้าง ถ้าสินค้านั้นกองเป็นภูเขาเลากา เรารู้สึกว่าเดี๋ยวมาซื้อก็ได้ เดินไปซื้ออย่างอื่นก่อน บางทีลืมไปเลย กลับบ้านไปก็ไม่ได้ซื้อ แต่ถ้าเห็นของมีจำนวนน้อยในกะบะ ยิ่งต้องรีบหยิบ เพราะเดี๋ยวเดินกลับมาไม่ทัน คนอื่นคว้าไปเสียก่อน

ผมคิดของผมแบบนี้นะ ขนาดเอาของไปน้อยกว่าผู้เรียนแล้วยังกังวลว่าจะขายไม่ได้ ก่อนไปยังอุตส่าห์นั่งทำป้ายประกาศสวยงาม บอกเหตุผลเสร็จสรรพว่าทำไมควรซื้อ แล้วก็ขายในราคาลดพิเศษด้วย

พอไปถึง ยังไม่ทันสอน หรือเอ่ยปากโฆษณาอะไร ปรากฏว่า หนังสือขายหมดเกลี้ยงภายในช่วงพักเบรก 5 นาทีเท่านั้นเอง แถมมีเสียงต่อว่าอีก "ทำไมขนมาไม่พอคน ฝนตกไม่ทั่วฟ้า"

.....ก็ว่ากันไป.. ทำให้ผมรู้สึกผิดและเสียดายนิดหน่อย....

ป้ายโฆษณาที่ทำมาเกือบไม่ได้ใช้ประโยชน์ (เพราะตั้งไม่ถึง 5 นาที แต่นั่งพิมพ์นั่งออกแบบหน้าเครื่องคอมฯเกือบครึ่งชั่วโมง) ถ้าผมไม่ฉุกคิดขึ้นได้ว่า นี่ก็เปรียบเสมือนหน้าเว็บเพจหนึ่งเหมือนกัน ผมจึงตั้งคำถามกับผู้เรียนว่า "ทำไมเราไม่นำสินค้ามาตั้งไว้บนโต๊ะเฉยๆ ให้ลูกค้าเลือกซื้อเอง ทำไมต้องใช้ป้าย ทำไมต้องเสียเงินจ้างพนักงานอธิบาย" ทุกคนก็จะตอบว่า สิ่งเหล่านี้มีส่วนช่วยให้ลูกค้าตัดสินใจซื้อเร็วขึ้น

ผมถึงบอกว่าการทำเว็บไซต์ก็เหมือนการทำป้ายอธิบายคุณสมบัติของสินค้าเพื่อให้ลูกค้าเกิดความสนใจ อยากได้ อยากซื้อ ถ้ายุคสมัยนี้คนส่วนใหญ่ใช้คอมพิวเตอร์ ใช้อินเทอร์เน็ต ก็ควรจะทำป้ายประชาสัมพันธ์ธุรกิจของเราไปตั้งให้เขาเห็นในจอด้วย!!

ขั้นตอนต่อมาผมก็สาธิตการสั่งซื้อสินค้าด้วยบัตรเครดิต อธิบายว่าการโกงทำแบบไหน เกิดได้อย่างไร ในฐานะผู้ขายควรระมัดระวัง ป้องกันวิธีไหน

ช่วงสำคัญคือการสร้างเว็บไซต์ ผมให้ผู้เข้าอบรมเขียนอธิบายถึงตัวเอง, สินค้า, คุณสมบัติ และเหตุผลที่ลูกค้าควรใช้บริการในกระดาษก่อน มีผู้ประกอบการธุรกิจคนหนึ่งทำธุรกิจผักปลอดสารพิษ เขียนเสร็จก่อน ผมก็เลยเอาธุรกิจของเธอมานำร่องเป็นตัวอย่างสร้างเว็บไซต์ เพื่อสอนให้ผู้เรียนได้เห็น "ของจริง"

ผมยังบอกอีกด้วยว่าถ้าใครสร้างเว็บเสร็จแล้วให้อีเมลมาแจ้งผม เพื่อจะได้ทำลิงค์ไปเว็บไซต์ของท่าน เพื่อเป็นการช่วยกันประชาสัมพันธ์

หรือแม้แต่ข้อมูลที่เขียนวันนี้ หากอยากให้เกิดประโยชน์ก็ฝากผมกลับมาเพื่อจะประชาสัมพันธ์บอกต่อผู้เข้ามาอ่านในเว็บนี้เพื่อเป็นฐานข้อมูล ซึ่งมีอยู่ 2 ท่านที่มอบใส่กระเป๋ากลับบ้านมาคือ

1. คุณกมลธนัช เอื้อปุณฑริก จากบริษัท แชมป์ อินเตอร์โปรดัคส์ จำกัด ธุรกิจที่ทำจะเป็น ผ้าเย็น ที่สามารถทำเป็นผ้าร้อนได้ในแพคเดียวกัน ผู้สนใจโทรติดต่อสอบถามรายละเอียดได้ที่ 081-518-0099 ผมว่ากลุ่มเป้าหมายน่าจะเป็นพวกภัตตาคาร หรือรถทัวร์ที่นิยมแจกผ้าเย็น ลองคุยดูครับ เผื่อได้ราคาพิเศษ กว่าที่ใช้เจ้าประจำ

2. คุณจารุวรรณ สิงขรวัฒน์ เจ้าของร้านก๋วยเตี๋ยวต้มยำ, เย็นตาโฟ "เจ้าหลงลูกชิ้นปลา" ตั้งร้านใกล้ห้างโรบินสัน บางรัก ปากซอยโรงแรมแชงกาลีร่า ถ้ากลัวไปแล้วโต๊ะเต็ม ก็โทรไปจองก่อนได้ที่ 089-1199-447 ถ้าเจอเธอ บอกว่ารู้มาจากเว็บไซต์อาจารย์สิทธิเดช คาดว่าคุณจารุวรรณจะเพิ่มลูกชิ้นให้มากเป็นพิเศษ

การสอนครั้งนี้มีช่วงที่ประทับใจครับ คือผู้เรียนท่านหนึ่งคือ คุณสุรินทร์ ทองคำ เขาเป็นคนหนุ่มที่คลุกคลีกับวงการไอที อีคอมเมิร์ชมานาน โดยเฉพาะอีเบย์นี่มีคนฝากเขาขายของเยอะมาก แต่เขายังไม่หยุดความรวยเพียงเท่านี้ ยังเปิดร้านขายโรตีกรอบออนไลน์อีกด้วย ที่น่าทึ่งคือการทำธุรกิจของเขา เขาเข้าไปเสิร์ชในยูทูปเห็นวิธีการทำโรตีกรอบ แล้วเขาก็เอาคลิปวิดีโอนั้นมาสอนลูกน้องเขาให้เรียนรู้วิธีทำ ไม่ต้องลงทุนซื้อแฟรนไชส์หรือจ้างพ่อครัวที่ไหนมาสอนเลย....

ช่วงสุดท้ายของการอบรมวันนั้น ผมสอนเรื่องความแตกต่างระหว่างการโฆษณากับประชาสัมพันธ์ และจะทำอย่างไรให้ขึ้นอันดับบนเสิร์ชเอ็นจิ้นต้นๆ....

วันรุ่งขึ้น ผมมีโอกาสปรึกษาคุณสุรินทร์ ว่าผมจะซื้อโรตีกรอบทางเว็บไซต์เขา แต่ขอให้เขาไปสร้างประสบการณ์ การสั่งของออนไลน์ ให้กับผู้เข้าอบรมชุดนี้ด้วย

วันนี้ (12 มิย.) ผมจะโอนเงินค่าโรตีจำนวน 40 ชิ้น เท่าจำนวนผู้เข้าอบรม ถือเป็นการแก้ตัวกรณีนำหนังสือไปไม่พอขาย หรือฝนตกไม่ทั่วฟ้า.....ส่วนคุณสุรินทร์ จะรับผิดชอบกระบวนการที่เหลือ คือ รับคำสั่งซื้อ และส่งของในวันอังคาร(16 มิย.) และวันพุธ (17 มิย.) นี้

ผมหวังว่าผู้เข้าอบรมในงวดนี้ คงจะเข้าใจเนื้อหาวิชาพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ ดีกว่ารุ่นที่แล้วๆ มา เพราะได้อ่านทั้งคู่มือ ได้ดูการปฏิบัติ และได้ชิม โรตีออนไลน์

ไม่เก่งวันนี้ ก็ไม่รู้จะไปเก่งวันไหนแล้ว!!!

วันอังคารที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2552

สัมมนา “นวัตกรรมกับ SMEs”

ความคิดสร้างสรรเป็นสิ่งสำคัญในการสร้างนวัตกรรมธุรกิจ คณะการจัดการและการท่องเที่ยว มหาวิทยาลัยบูรพา จึงจัดสัมมนา เรื่อง “นวัตกรรมกับ SMEs” โดยมี ศาสตราจารย์ ดร.อุทิส ศิริวรรณ ผู้อำนวยการหลักสูตรปริญญาเอก บริหารธุรกิจดุษฏีบัณฑิต จากบัณฑิตวิทยาลัยมหาวิทยาลัยเวสเทิร์น เป็นวิทยากร บรรยายให้ความรู้เรื่อง ความสำคัญ, ความหมาย และองค์ประกอบของนวัตกรรม ซึ่งจะมีส่วนให้ผู้ประกอบการธุรกิจ SMEs รู้เทคนิคและวิธีคิดเชิงสร้างสรรค์ พร้อมกรณีศึกษาประกอบด้วย

การสัมมนาครั้งนี้จะจัดให้มีขึ้นในวันที่ 4-5 กรกฏาคม ตั้งแต่เวลา 09.00-16.00 น. ณ ห้อง QS2-711 อาคารมนุษย์ศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา จังหวัดชลบุรี ผู้สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ โทรศัพท์ 0-3810-2305 ต่อ 124 (ไม่มีค่าใช้จ่าย)

วันจันทร์ที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2552

ห้องรับแขก

ไม่รู้ว่าเป็นเพราะ สภาพแวดล้อม หรือวันเวลาที่ผ่านไป ทำให้คนอายุมากขึ้น แต่กลับเกิดความเครียดมากขึ้น ทั้งที่ผ่านโลกมาเยอะ เผชิญปัญหามาก็มาก เวลาที่มีเรื่องเข้ามากระทบก็น่าจะมีวิธีการรับมือได้ง่ายขึ้น แต่ทำไมจึงเกิด “ความเครียด” มากกว่าคนวัยเด็กก็ไม่รู้

ช่วงนี้ก็เหมือนกัน บังเอิญผมไปรับงานที่ไม่ถนัดมา แต่ว่าไปแล้ว ก็เหมือนเป็นการท้าทายความสามารถ เพราะทำแต่งานที่ชอบ งานที่เคยชิน ชีวิตก็ไม่ท้าทาย ขาดรสชาติบางอย่างไป แต่ช่วงที่ทำงานประเภทนี้ มันก็มีเรื่องอื่นเข้ามาตลอดเวลา และบางที เรื่องที่เข้ามาก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่โตอะไรเลย เป็นปัญหาของคนอื่นด้วยซ้ำ ว่าไปแล้วเราก็สามารถปฏิเสธ หรือมีวิธีแก้ไขให้แบบไม่ยากนักด้วย

แต่ทำไมฉุกแรกกลับรู้สึก “หงุดหงิด” โดยไม่รู้ตัว!!

สาเหตุหนึ่งเป็นเพราะไม่ได้เตรียมใจว่าจะเจอเรื่องเหล่านี้มาก่อน!

การโยงปัญหาหนึ่งไปกระทบอีกปัญหาหนึ่ง หากควบคุมไม่ดี มีสิทธิสติแตก
กลับกลายเป็นการหาทางออกให้กับชีวิตตัวเองไม่ได้ก็มี!!!
ทั้งที่ความจริง เป็นปัญหาของคนอื่นแท้ๆ

ผมเชื่อว่าหลายคนเคยมีอาการแบบนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสภาพเศรษฐกิจที่ตกสะเก็ด ทำให้บางครั้งเราต้องฝืนทำอะไรที่ไม่ถนัด เพื่อความอยู่รอดของกิจการกันบ้าง...

วิธีการแก้ไขปัญหาเหล่านี้ ผมนึกถึงตอนที่เป็นผู้บริหารของบริษัท ไอที .....

ตอนนั้น เรารู้ว่ากิจการไปได้แน่ แต่ปัญหาคือเป็นเรื่องใหม่สำหรับคนไทยในยุคแปดปีก่อน ที่อินเทอร์เน็ตทั้งช้า และแพง ยิ่งพูดถึงเรื่องการซื้อของผ่านอินเทอร์เน็ต ก็กลายเป็นเรื่องของคนหัวสูงไปทีเดียว

ในแต่ละวันจึงมีผู้มาขอพบอยู่มากมาย ทั้งลูกค้าที่เป็นผู้ประกอบการSMEs ที่อยากจะมีเว็บไซต์ และองค์กรธุรกิจที่จะเข้ามาร่วมเป็นพันธมิตรเพื่อรณรงค์การใช้ไอทีให้กับกลุ่มเป้าหมายเดียวกัน

ผมไม่เคยเกี่ยง “จำนวน” ของผู้เข้าพบว่าวันหนี่งจะ “รับแขก” ได้กี่คน ขอให้มีการนัดหมายเวลา และเรื่องที่สนทนา เราก็เพียงแต่จัดเตรียมเรื่อง, เนื้อหา และลองร่างข้อสรุปตกลงบางอย่างที่อยากได้ไว้

การเจรจาส่วนใหญ่ราบรื่นดี เพราะก่อนที่จะพบกันแบบเผชิญหน้า ผมจะคุยขอข้อมูลทางโทรศัพท์กับพวกเขาไว้แล้วว่า วัตถุประสงค์ของการสนทนาในเรื่องนี้จะเกี่ยวพันกับเรื่องอะไรบ้าง และผลลัพท์ที่พวกเขาต้องการ

การมาพบกัน จุดประสงค์สำคัญจึงอยู่ที่ต้องการเซ็นสัญญา และรับเอกสารเป็นหลักฐานว่าทั้งสองฝ่ายจะปฏิบัติตามข้อตกลงที่เป็นไปตามลายลักษณ์อักษรเสียมากกว่า

ปัญหาอยู่ตรงที่บางครั้ง แขกที่นัดมาก่อนเวลา ผมเครียดไปโดยปริยายเมื่อต้องสนทนากับผู้ที่อยู่ตรงหน้า แล้วรู้ว่ากำลังมีอีกคนรออยู่.....

อีกปัญหาหนึ่งที่ทำให้เครียดโดยไม่จำเป็นคือ จู่ๆ มีผู้มาขอเข้าพบโดยไม่ได้ทำการนัด เรียกว่ามาแบบกระทันหัน ทั้งๆ ที่ผมก็รู้อยู่แล้วว่าสามารถแก้ไขปัญหาของเขาได้ แต่ที่ต้องเครียด ก็เพราะว่า งานที่เตรียมตั้งใจว่าจะทำให้เสร็จ กำลังถูกขัดจังหวะโดย “อาคันตุกะ” ที่ไม่ได้รับเชิญ...

ไม่นาน ผมก็พบทางออกของ 2 ปัญหานี้...
ผมใช้พื้นที่ส่วนหนึ่งของสำนักงาน กั้นเป็น “ห้องรับแขก” ขึ้นมาครับ

ห้องรักแขกแห่งนี้จะมีหนังสือ นิตยสาร ทีวี เพื่อบริการแขกผู้มาเยือนถึงสำนักงาน ทำให้เขาได้ผ่อนคลายอย่างเต็มที่

ส่วนผมเอง ก็ไม่ต้องรีบร้อนตัดบทสนทนากับคนที่กำลังพูดคุย และไม่ต้องรีบเผชิญหน้ากับผู้มาเยือนที่ไม่ได้นัดหมายล่วงหน้า แต่มีเวลาเตรียมข้อมูล ที่จะคุยกับเขาอย่างเต็มที่ จัดเก็บแฟ้มงานที่กำลังทำอย่างมีระเบียบให้เรียบร้อยเสียก่อน

การบริหาร จัดการเรื่องใดๆ ก็แล้วแต่ ต้องเริ่มด้วยวิธีจัดการจิตใจของตัวเองก่อน หากปล่อยให้ความเครียดเข้าครอบงำ โดยที่ไม่รู้วิธีการจะสลัด หรือพักมันอย่างไร ลองใช้วิธีสร้าง “ห้องรับแขก” ขึ้นในหัวใจเสียก่อน
เวลาเผชิญหน้ากับสิ่งใด โดยไม่ได้นัดหมาย ก็เชิญ “เขา” ไปอยู่ในห้องรับแขกที่เตรียมใจไว้เสียก่อน
อย่าผลีผลาม ลงมือแก้ปัญหา เดี๋ยวจะเหมือนลิงแกะแห คือยิ่งแก้ ยิ่งยุ่ง ต้องรู้จัก ตั้งสติ เตรียมข้อมูลเพื่อการรับมือ

ว่าไปแล้ว การมีห้องรับแขกในใจ ก็เหมือน "การประวิงเวลา" ที่เราต้องเผชิญหน้ากับความเปลี่ยนแปลงที่ไม่คาดหวัง หากเราใช้ "เวลา" ทำความเข้าใจในสาเหตุของปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างถูกต้อง และประเมินความสามารถของเราที่มีอยู่ในขณะนั้น ว่าจะจัดการเรื่องเหล่านี้อย่างไร แล้วจึงค่อยอนุญาติให้เรื่องเหล่านี้เข้ามาประมวลผลในสมอง เชื่อเถอะว่า คุณจะค้นพบวิธีจัดการเรื่องเหล่านั้น ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น