“ครอบครัว” ถือเป็นหน่วยที่เล็กที่สุดของ “สังคม” แต่กลับเป็นส่วนสำคัญที่มีผลกระทบต่อสังคมมากที่สุด
หลายธุรกิจที่ประสบผลสำเร็จนั้น เพราะได้ “ครอบครัว” สนับสนุน
“ธุรกิจ” ที่ประสบความสำเร็จในอดีตนั้น จักต้องใช้ “เวลา” ในการดำเนินกิจการเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับลูกค้า
แน่นอนว่าจะต้องมีการส่งมอบให้กับทายาทอย่างน้อย 3 รุ่น กว่าที่กิจการจะเป็น “ปึกแผ่น”
เสียดายว่า ปัจจุบันมีทายาทธุรกิจน้อยลงที่คิดจะสานต่อ หรือบริหารกิจการที่รุ่นพ่อ รุ่นปู่เคยทำไว้ เพราะมีความเชื่อมั่นว่า สิ่งที่เคยประสบความสำเร็จ เลี้ยงตัวเองได้ในอดีตนั้น กลายเป็นเรื่องล้าสมัยไปแล้ว หากไม่มีการเปลี่ยนแปลงก็ต้องพบบท “อวสานต์” เข้าสักวันหนึ่ง แน่นอนที่สุด “พวกเขา” ไม่อยากเป็นผู้ปิดตำนานกิจการที่บรรพบุรุษเคยสร้างไว้ จึงเลือกที่จะไปหาธุรกิจอื่นทำหรือไปเป็นลูกจ้างคนอื่น จะสบายใจกว่า
ด้านผู้ก่อกำเนิดธุรกิจนั้น บางครั้งก็ยังติด “กับดักความสำเร็จในอดีต” คิดเพียงว่าสมัยก่อนก็ใช้วิธีการเหล่านี้สร้างเนื้อสร้างตัวขึ้นมาจนเติบใหญ่ได้ ทำไมยุคสมัยนี้จึงใช้ไม่ได้ โดยลืมสังเกตุความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นรอบตัว หลีกเลี่ยงที่จะเรียนรู้เรื่องใหม่ๆ เพราะเข้าใจว่าตนอยู่ในวงการมานานกว่า สร้างธุรกิจนี้มากับมือ ย่อมรู้เรื่องเหล่านี้ดีที่สุด
โดยเฉพาะ “บุตรหลาน” ด้วยแล้ว แม้เวลาผ่านไปนานเท่าไหร่ ก็ยังเป็น “เด็ก” ในสายตาของผู้ใหญ่เหล่านี้อยู่ดี เมื่อความคิด “จำกัด” วัยของพวกเขาเสียแล้ว ทำให้ “ข้อเสนอ” หรือ “ความคิดเห็น” ของคนรุ่นใหม่กลายเป็น “จินตนาการ” ที่ ฟังดูดี แต่ไม่มีวันที่จะเป็นจริงในสายตาของผู้ใหญ่หัวเก่า
ธุรกิจส่วนมาก จึงล้มหายตายจากไปในยุคของทายาทรุ่นที่ 3 ทั้งๆ ที่ถือว่าเป็นผู้โชคดีกว่า คนสองรุ่นที่แล้ว ที่ต้องปากกัดตีนถีบในการเริ่มต้นธุรกิจ ในขณะที่ตนเองได้รับประโยชน์จากผลพวงเหล่านั้น ทั้งเงินทอง, ฐานะสังคม และการศึกษา
การเตรียม “ทายาท” ธุรกิจ จึงต้องเป็นการฝึกฝนตั้งแต่เด็ก ให้เขาเข้าใจ เห็นความสำคัญ และต้องเปิดใจกว้างรับฟังความคิดเห็นของคนสมัยใหม่ โดยต้องลืมอดีตไปว่า ครั้งหนึ่งเคยยืนเปลี่ยนผ้าอ้อมให้กับพวกเขา...
ผู้ประกอบการธุรกิจฯ บางรายทำใจแบบนั้นไม่ได้ แต่ก็อยากให้ลูกเรียนรู้งาน ครั้นจะให้ทำงานระดับล่าง ก็สงสาร จะให้ทำในตำแหน่งบริหารเร็วเกินไป ก็กลัวลูกจะเหลิง บริหารงานเอาแต่ใจ ทำให้ระบบปกครองคนบกพร่อง เลยตัดสินใจส่งลูกไป “ฝาก” เข้าทำงานกับบริษัทของเพื่อนฝูง สิ่งเหล่านี้ก็ยิ่งทำให้ไม่เกิดความ “ผูกพัน” กับกิจการที่ครอบครัวตนทำอยู่
สมัยที่ผมยังเป็นเด็กนักเรียนมัธยม คุณพ่อ เปิดโรงพิมพ์ ทำหนังสือพิมพ์รายวัน ซึ่งลักษณะงานจะแยกเป็นส่วนๆ ตั้งแต่การเขียนข่าว เรียงพิมพ์ (ยุคนั้นยังใช้ตัวตะกั่ว) ทำบล็อก (ในกรณีที่เป็นรูปภาพ) เข้าหน้า, พิมพ์ และพับจัดเก็บเป็นรูปเล่มเตรียมจัดจำหน่าย การเลือกที่จะให้ผมเข้าไปช่วยกิจการของครอบครัว นั้นต้องพิจารณา 2 ประเด็นหลัก คือ 1. ความสามารถ และ 2. เวลา เนื่องจากช่วงนั้นต้องใช้เวลาส่วนใหญ่ไปเรียนหนังสือ
งานแรกที่ผมได้ทำคือการเขียนและพาดหัวข่าว เนื่องจากง่าย ใช้เวลาไม่นาน เพราะได้รับต้นฉบับข่าวจากสำนักข่าวไทยวันละ 3 เวลาอยู่แล้ว เพียงแค่เลือกข่าวส่งไปเรียง แล้วมาพาดหัวให้น่าสนใจขึ้น การที่ต้องเข้าไปคลุกคลีกับช่างเรียง และช่างพิมพ์ ก็ได้ความรู้เพิ่มเติม เวลาที่คนงานขาด ผมก็เข้าไปทดแทนในตำแหน่งนั้นๆ ได้
อย่างไรก็ตาม คุณพ่อและคุณแม่ผมก็สนับสนุนให้ผมมุ่งเรื่องเรียนมากกว่า เพราะวุฒิการศึกษายังเป็นสิ่งที่สังคมให้การยกย่อง และเชื่อถือ
พักหลังๆ ผมดูจะชอบงานสื่อมวลชนจนออกหน้าออกตามากเกินไปกระมัง คุณพ่อ เลยตัดสินใจขายหัวหนังสือพิมพ์และกิจการโรงพิมพ์ในภายหลัง....
+++++++++++++++++++++++++++++++++++
ปัญหาใหญ่ของกิจการประจำตระกูลต่อมา ก็คือ เรื่องรายได้ หรือ “ผลประโยชน์” ส่วนใหญ่จะนำเข้ากองกลาง หรือที่เรียกว่า “กงสี” ก่อนแล้วจึงค่อยมาจัดสรร แบ่งปันกัน ซึ่งบางครั้งเกิดความไม่เป็นธรรม ทะเลาะเบาะแว้ง หรือไม่ก็ต้อง “แตกวง” กัน ดังนั้น นอกจากการแบ่งหน้าที่ความรับผิดชอบกันแล้วก็ต้องเจรจากันเรื่องส่วนของ “รายรับ” ให้ชัดเจน ว่าจะแบ่งกำไรกันคนละเท่าไหร่ ทำเป็นลายลักษณ์อักษร และปฏิบัติตามนั้นอย่างเคร่งครัด เพื่อจะได้ไม่เกิดปัญหาความขัดแย้งภายหลัง
ว่าไปแล้ว “ความรัก” ระหว่างคนในครอบครัวนั้น ทุกคนล้วนตระหนักว่าเป็นสิ่งที่ดีมีคุณค่า และช่วยจรรโลงสังคมให้น่าอยู่ แต่ไฉนพอมีเรื่อง “ผลประโยชน์” เข้ามาเกี่ยวข้อง ก็มักทำความรู้สึกที่ดีๆ เคยมีต่อกันหล่นหาย เพื่อพิทักษ์รักษาผลประโยชน์ตัวเองกันมากกว่า
ถ้า “ความรัก” ทำให้คนตาบอด
ผลประโยชน์ก็ทำให้คน “ใจบอด” ได้เหมือนกัน!!!
0 ความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น