วันอังคารที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2552

ปัญหามา ปัญญามี

เวลาที่ผมไปสอนโครงการเสริมสร้างผู้ประกอบการใหม่ (New Entrepreneurs Creation) นั้น มีทั้งผู้ที่มีกิจการอยู่แล้ว, , พนักงานประจำที่อยากเริ่มต้นมีกิจการ และผู้ที่ว่างงาน วัตถุประสงค์ของการอบรมครั้งนี้ก็เพื่อให้เกิดการสร้างกิจการเพิ่มขึ้น สนับสนุนส่งเสริมให้เกิดผู้ประกอบการายใหม่ๆ ขึ้นในประเทศ โดยบางปีคาดหวังว่าจะมีอย่างน้อย 50,000 ราย!!!

ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เพราะขนาดผู้ที่เคยมีประสบการณ์อยู่แล้ว เจอปัญหาแก้ไม่ตกก็ยังต้องปิดกิจการทิ้ง เป็นหนี้เป็นสิน ติดบัญชีดำตามธนาคารต่างๆ ก็มี ดังนั้น คนที่ไม่เคยมีประสบการณ์ ทำแต่งานประจำ ซึ่งขอบเขตงานน้อยกว่าการเป็นเจ้าของธุรกิจเยอะ ยังโดนเจ้านายต่อว่าเช้าเย็น บางวันเจ้านายไม่เข้ามาตรวจงาน ไม่ได้ยินเสียงบ่น ทำเอานอนไม่หลับทั้งคืนก็เคย

ลูกจ้างเจอสภาพแบบนี้ ใครจะกล้านำเงินออม(จากเงินเดือน) ไปเสี่ยงทำธุรกิจ ที่มีโครงข่ายของงานมากกว่า

การอบรมของโครงการนี้ จึงสะท้อนผลลัพธ์ ออกมาในรูปแบบของ “แผนธุรกิจ” เพื่อให้ผู้เข้าอบรมฯ ได้เห็นองค์ประกอบของธุรกิจหลักๆ ว่าต้องมีส่วนใดบ้าง ทั้งในเรื่องของการตลาด, การวิเคราะห์จุดอ่อน จุดแข็ง, การเงิน และบัญชี

เจ้าของกิจการไม่จำเป็นต้องถนัด หรือรู้ทุกเรื่องในปัจจัยเหล่านี้ เพียงแต่ต้องเข้าใจในสิ่งที่ตนมีอย่างถ่องแท้ และไม่กลัวที่ต้องเผชิญกับ “ปัญหา” ที่จะตามมาหลังจากตัดสินใจไปแล้ว

คนบางคนกังวลไปก่อนปัญหาที่จะเกิดขึ้นเสียอีก เลยกลายเป็นเครียดคูณสอง คือก่อนและหลังเจอปัญหา....

ผมมักบอกผู้เข้าอบรมในโครงการนี้ว่า ไม่ต้องกลัวปัญหา เพราะถ้าคิดทำธุรกิจก็ต้องเจออยู่แล้ว จะมานั่งกังวลล่วงหน้าให้เสียเวลาทำไม !

สิ่งที่ผู้ประกอบการธุรกิจ ควรทำก็คือ เมื่อหลีกเลี่ยงปัญหาไม่ได้ ก็ควรหาวิธีลด หรือผ่อนปรนปัญหาจากหนักให้เป็นเบา จากเบาให้ไม่เกิดขึ้นเลย ด้วยการศึกษาเรียนรู้ จากผู้เชี่ยวชาญ หาความรู้จากอินเทอร์เน็ต รวบรวมข้อมูลก่อนการตัดสินใจบางเรื่องที่อาจก่อปัญหาขึ้นในอนาคต

การศึกษาหาข้อมูล, การทำวิจัย, การสังเกตุ ก็เป็นส่วนหนึ่งในการลดความเสี่ยงที่จะเกิดปัญหาของธุรกิจ
การทำธุรกิจจึงควรเป็นเรื่องที่ตนเองมีความถนัด และทำได้ดีเป็นพิเศษ เพราะสิ่งเหล่านี้จะทำให้เกิดความ “กระหาย” และ นึกสนุกในการค้นคว้าหาความรู้ (Knowledge) เพิ่มเติมมากยิ่งขึ้น

ก่อนจะลงทุน เพื่อผลิตสินค้าขึ้นมา ก็นำข้อมูลจากการวิจัย ศึกษาขนาดตลาด, พฤติกรรมผู้บริโภค เปรียบเทียบคู่แข่ง ว่าจะต้องใช้กลยุทธ์อย่างไรในการแย่งชิงส่วนแบ่งฯ คำนวณค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นในระหว่างการดำเนินงาน กับประมาณการรายได้ที่จะได้รับกลับมานั้น มีผลกำไรเพียงพอที่จะทำให้ธุรกิจดำเนินงานต่อไปได้หรือไม่ ?

“แผนธุรกิจ” จึงเปรียบเสมือนแนวทางในการใช้ความรู้ ความสามารถเพื่อพยากรณ์ว่าธุรกิจนั้น ควรดำเนินงานได้จริงหรือไม่!?!

ถ้าจะขาดทุน ก็ให้ขาดทุนที่ตัวเลขบนกระดาษที่เขียนแผนเสียก่อน เพราะอย่างมากก็หากระดาษใหม่มาใช้เขียนแผนธุรกิจชนิดอื่นได้ แต่ถ้าลงมือลงแรง ลงทุนทำไปแล้ว นอกจากเงินทองที่ต้องสูญไปอย่างเปล่าประโยชน์ เพราะไม่ได้ใช้สติปัญญา หาข้อมูลให้ดีเสียก่อน แล้วบางครั้งยัง “สั่นคลอน” ความเชื่อมั่นของตนเองอีกด้วย

ในยุคที่มีผู้ผลิตเกิดขึ้นมากมาย ทำให้การแข่งขันสูงขึ้น อีกทั้งความต้องการของผู้บริโภคที่มีหลากหลาย จำเป็นอยู่เองที่เจ้าของกิจการต้องมีความรู้ และต้องใช้สติปัญญา เพื่อรับมือ ไม่ว่าจะเป็นการสร้างกลยุทธ์ธุรกิจ, การแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า, การจัดทำแผนสำรองฉุกเฉิน ฯลฯ

การทำงานหนัก, ด้วยจำนวนเงินลงทุนที่สูงกว่า สามารถช่วยธุรกิจในยุคสมัยหนึ่งให้ประสบความสำเร็จได้ แต่การทำธุรกิจในยุคเทคโนโลยีที่ทุกผู้คนสามารถเข้าถึงข้อมูล (Information) ได้อย่างเท่าเทียมกัน

ภูมิปัญญา (wisdom) จะเป็นตัวตัดสินว่า ธุรกิจใดควรจะอยู่รอดต่อไป?!

0 ความคิดเห็น: