ท่านรู้ความแตกต่างระหว่าง ลูกจ้างประจำ กับ เจ้าของธุรกิจหรือเปล่า ทำไมคนส่วนใหญ่จึงอยากจะเป็นเจ้าของธุรกิจ มากกว่าจะพัฒนาตัวเองจากลูกจ้างประจำไปเป็นระดับ “มืออาชีพ”
สาเหตุส่วนหนึ่ง เพราะคนที่เป็นเจ้าของธุรกิจ นั้น จะมี “อิสระ” กว่าทั้งในเรื่องของการจัดการบริหาร, ความคิด ตลอดจนการเงิน ในขณะที่คนเป็นลูกจ้างส่วนใหญ่จะต้องปฏิบัติตามกรอบระเบียบที่นายจ้างกำหนดขึ้น โดยเฉพาะเรื่องการใช้จ่ายเงินทองในชีวิตประจำวัน จะต้องไม่เกิน “เงินเดือน” ที่ตนเองได้รับในแต่ละเดือน และแต่ละปีก็ต้องมาลุ้นว่านายจ้างจะใจดีปรับเงินเพิ่มให้เท่าไร เพื่อตนจะได้มีโอกาสจับจ่ายใช้สอยเพิ่มขึ้นด้วย
ผมเคยทำตารางเปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างลูกจ้างกับเจ้าของธุรกิจไว้ดังนี้
ลูกจ้างประจำ
1. ต้องมาตอกบัตรหรือบันทึกเวลาทำงาน
2. ได้รับเงินเดือนประจำ
3. ต้องปฏิบัติตามภาระกิจที่ได้รับมอบหมาย
4. ทำตามหน้าที่
5. วันหยุดขึ้นอยู่กับบริบทขององค์กร
เจ้าของธุรกิจ
1. มาทำงานขึ้นอยู่กับความพอใจ
2. รายได้ขึ้นอยู่กับผลการดำเนินงานธุรกิจ
3. กำหนดกฏ , ดำเนินงานตามแนวที่ตัวเองคิดว่าดี
4. ควรมีความรับผิดชอบมากกว่า
5. หยุดตามใจอยาก
หากเทียบกันยกต่อยกแล้วจะเห็นว่า “เจ้าของธุรกิจ” นั้น ได้เปรียบกว่าการเป็นลูกจ้างอยู่หลายแต้ม โดยเฉพาะความสามารถในการ “ตัดสินใจ”
แต่ในแง่ “ความอยาก” กับ “ความเป็นจริง” เป็นสิ่งที่แตกต่างกัน ต้องยอมรับว่าแม้คนส่วนใหญ่อยากจะมีกิจการเป็นของตัวเอง แต่น้อยรายจริงๆ ที่จะทำได้สำเร็จ ลองดูตัวเลขอัตราส่วนเจ้าของกิจการกับพนักงานของประเทศนี้ดูก็จะรู้ข้อเท็จจริงนี้
ในขณะที่พลเมืองประเทศนี้มีถึง 60 ล้านคน แต่ผลสำรวจ ธุรกิจ SMEs ทั่วประเทศ มีเพียงล้านต้นๆ เท่านั้นเอง
ไม่ต่างจากการที่ถาม นิสิตนักศึกษา ที่ใกล้จบปริญญา หลายคนอยากจะเริ่มต้นเป็น “ลูกจ้าง” เสียก่อน นัยว่าประสบการณ์ยังน้อย การเรียนในห้องยังเชื่อว่าเป็นเพียงทฤษฏีตามตำราเท่านั้น บางสถาบันการศึกษาส่งเสริมแนวคิดนี้ด้วยการ สอนวิธีเขียนใบสมัครอย่างไรจึงจะได้งานทำ!
ทั้งที่มองย้อนกลับไปในอดีต เศรษฐีชั้นนำของเมืองไทยในปัจจุบัน มีน้อยรายมากที่จะเรียนจบปริญญาตรี บางคนยังไม่ทันจบ ม.6 ดีเสียด้วยซ้ำ ก็ต้องออกมาช่วยครอบครัวสร้างเนื้อสร้างตัวด้วยความขยันหมั่นเพียร !?
+++++++++++++++++++++++++++++++++++
ทุกสิ่งทุกอย่างถูกกำหนดโดย “ทัศนคติ” โดยที่เราไม่รู้ตัวเอง!
การศึกษา, สภาพแวดล้อม, สังคม, ครอบครัว ล้วนมีผลต่อทัศนคติของคน !?!
พ่อแม่หลายคน จึงพยายามส่งเสียบุตรหลานให้ไปเรียนโรงเรียนที่มีค่าเทอมแพง เพราะเชื่อว่า ลูกอยู่ในสังคมชั้นสูง จะมีโอกาสสร้างความสัมพันธ์กับผู้ที่มีฐานะ หรือชาติตระกูลดี หวังจะเป็น “ทางลัด” ในการทำกินของลูกหลานตัวเองในอนาคต
โดยเฉพาะการเริ่มต้นทำงาน ด้วยคำว่า “เด็กฝาก” นั้นง่ายกว่าการตะเกียกตะกายกว่าการต้องสมัครสอบเพื่อแย่งเก้าอี้นั่งทำงานกับคนอื่น
แม้ว่าเบื้องต้นจะต้องลงทุนด้วยแรง “กระเสือกกระสน” ของผู้เป็นบิดามารดาอยู่มาก
แต่อย่างน้อย ก็แสดงให้เห็นถึงสัจธรรมที่ว่าด้วย “ไม่มีอะไรได้มาง่ายๆ”
ข้อสำคัญ อยู่ตรงที่ใครจะเป็นผู้แบกรับ “ความลำบาก”!
++++++++++++++++++++++++++++++++++
ว่าไปแล้ว เรื่อง “ทัศนคติ” นั้นเป็นเพียง “ความรู้สึกนึกคิด” มันถูกปรุงแต่ง และเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา ขึ้นอยู่กับเจ้าของสมองที่จะบังคับบงการ ไม่ว่าอยู่ในสภาวะแวดล้อมเช่นไร !?
ดุจ “น้ำครึ่งแก้ว” ที่กลายเป็น “โอกาส” ของ (ความรู้สึก) ผู้เพิ่งเคยพบเจอ หรือกลายเป็น “วิกฤติ” ของผู้ที่เคยครอบครองมันอยู่เต็มแก้วแล้วเกิด(ความรู้สึก) “พร่อง” ไป!
หากพนักงานหรือลูกจ้างมีความเป็น “มืออาชีพ” เขาจะลงมือลงแรง ทำงานนั้นอย่างเต็มความสามารถ ด้วยแนวคิดของ “ความเป็นเจ้าของกิจการ” ที่อยากจะพัฒนาทักษะ ความสามารถเดิมของตัวเองให้ดีขึ้นอยู่ตลอดเวลา
องค์กรใดได้ลูกจ้างมืออาชีพแบบนี้ ก็มีแวว “รุ่ง” อนาคตสดใส หากรู้วิธีในการสนับสนุนและดึงศักยภาพของพวกเขามาใช้ได้อย่างเต็มที่
แต่หากคนที่เป็น “เจ้าของกิจการ” มีแนวคิดแบบพนักงานรับเงินเดือน เดือนไหนได้มากทำมาก เดือนไหนได้น้อย ทำน้อย เดือนไหนขาดทุน ไม่ทำ!!
แบบนี้ ถึงมีกิจการเป็นของตัวเอง ก็นับถอยหลังวันจดทะเบียนเลิกบริษัทได้เลย!!
หลายองค์กรจึงพยายามปลูกฝังแนวความคิดให้พนักงานรักบริษัท เหมือนตัวเองเป็นเจ้าของ
หากในมโนสำนึกทำไม่สำเร็จ เจ้าของกิจการบางรายก็ใช้วิธีแบ่งหุ้นให้เลยก็มี..
อย่างไรก็ตาม “ความเป็นเจ้าของกิจการ” นั้น ท่านสามารถเริ่มต้นได้ตลอดเวลา เพราะการเกิดของธุรกิจใหม่ๆ นั้น ไม่ได้ขึ้นอยู่กับสภาวะเศรษฐกิจ แต่ขึ้นอยู่กับการปรับ “ทัศนคติ” ของตัวเอง
ว่าจะคิดเริ่มต้นเป็น “ลูกจ้าง” หรือ “เถ้าแก่” มืออาชีพ
แล้วรีบลงมือทำทันที
เพราะความจริงที่น่าประหลาดข้อหนึ่งก็คือ “ทัศนคติที่ดี” มักไม่อยู่กับใครนานๆ....
0 ความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น