วันจันทร์ที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2552

ห้องรับแขก

ไม่รู้ว่าเป็นเพราะ สภาพแวดล้อม หรือวันเวลาที่ผ่านไป ทำให้คนอายุมากขึ้น แต่กลับเกิดความเครียดมากขึ้น ทั้งที่ผ่านโลกมาเยอะ เผชิญปัญหามาก็มาก เวลาที่มีเรื่องเข้ามากระทบก็น่าจะมีวิธีการรับมือได้ง่ายขึ้น แต่ทำไมจึงเกิด “ความเครียด” มากกว่าคนวัยเด็กก็ไม่รู้

ช่วงนี้ก็เหมือนกัน บังเอิญผมไปรับงานที่ไม่ถนัดมา แต่ว่าไปแล้ว ก็เหมือนเป็นการท้าทายความสามารถ เพราะทำแต่งานที่ชอบ งานที่เคยชิน ชีวิตก็ไม่ท้าทาย ขาดรสชาติบางอย่างไป แต่ช่วงที่ทำงานประเภทนี้ มันก็มีเรื่องอื่นเข้ามาตลอดเวลา และบางที เรื่องที่เข้ามาก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่โตอะไรเลย เป็นปัญหาของคนอื่นด้วยซ้ำ ว่าไปแล้วเราก็สามารถปฏิเสธ หรือมีวิธีแก้ไขให้แบบไม่ยากนักด้วย

แต่ทำไมฉุกแรกกลับรู้สึก “หงุดหงิด” โดยไม่รู้ตัว!!

สาเหตุหนึ่งเป็นเพราะไม่ได้เตรียมใจว่าจะเจอเรื่องเหล่านี้มาก่อน!

การโยงปัญหาหนึ่งไปกระทบอีกปัญหาหนึ่ง หากควบคุมไม่ดี มีสิทธิสติแตก
กลับกลายเป็นการหาทางออกให้กับชีวิตตัวเองไม่ได้ก็มี!!!
ทั้งที่ความจริง เป็นปัญหาของคนอื่นแท้ๆ

ผมเชื่อว่าหลายคนเคยมีอาการแบบนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสภาพเศรษฐกิจที่ตกสะเก็ด ทำให้บางครั้งเราต้องฝืนทำอะไรที่ไม่ถนัด เพื่อความอยู่รอดของกิจการกันบ้าง...

วิธีการแก้ไขปัญหาเหล่านี้ ผมนึกถึงตอนที่เป็นผู้บริหารของบริษัท ไอที .....

ตอนนั้น เรารู้ว่ากิจการไปได้แน่ แต่ปัญหาคือเป็นเรื่องใหม่สำหรับคนไทยในยุคแปดปีก่อน ที่อินเทอร์เน็ตทั้งช้า และแพง ยิ่งพูดถึงเรื่องการซื้อของผ่านอินเทอร์เน็ต ก็กลายเป็นเรื่องของคนหัวสูงไปทีเดียว

ในแต่ละวันจึงมีผู้มาขอพบอยู่มากมาย ทั้งลูกค้าที่เป็นผู้ประกอบการSMEs ที่อยากจะมีเว็บไซต์ และองค์กรธุรกิจที่จะเข้ามาร่วมเป็นพันธมิตรเพื่อรณรงค์การใช้ไอทีให้กับกลุ่มเป้าหมายเดียวกัน

ผมไม่เคยเกี่ยง “จำนวน” ของผู้เข้าพบว่าวันหนี่งจะ “รับแขก” ได้กี่คน ขอให้มีการนัดหมายเวลา และเรื่องที่สนทนา เราก็เพียงแต่จัดเตรียมเรื่อง, เนื้อหา และลองร่างข้อสรุปตกลงบางอย่างที่อยากได้ไว้

การเจรจาส่วนใหญ่ราบรื่นดี เพราะก่อนที่จะพบกันแบบเผชิญหน้า ผมจะคุยขอข้อมูลทางโทรศัพท์กับพวกเขาไว้แล้วว่า วัตถุประสงค์ของการสนทนาในเรื่องนี้จะเกี่ยวพันกับเรื่องอะไรบ้าง และผลลัพท์ที่พวกเขาต้องการ

การมาพบกัน จุดประสงค์สำคัญจึงอยู่ที่ต้องการเซ็นสัญญา และรับเอกสารเป็นหลักฐานว่าทั้งสองฝ่ายจะปฏิบัติตามข้อตกลงที่เป็นไปตามลายลักษณ์อักษรเสียมากกว่า

ปัญหาอยู่ตรงที่บางครั้ง แขกที่นัดมาก่อนเวลา ผมเครียดไปโดยปริยายเมื่อต้องสนทนากับผู้ที่อยู่ตรงหน้า แล้วรู้ว่ากำลังมีอีกคนรออยู่.....

อีกปัญหาหนึ่งที่ทำให้เครียดโดยไม่จำเป็นคือ จู่ๆ มีผู้มาขอเข้าพบโดยไม่ได้ทำการนัด เรียกว่ามาแบบกระทันหัน ทั้งๆ ที่ผมก็รู้อยู่แล้วว่าสามารถแก้ไขปัญหาของเขาได้ แต่ที่ต้องเครียด ก็เพราะว่า งานที่เตรียมตั้งใจว่าจะทำให้เสร็จ กำลังถูกขัดจังหวะโดย “อาคันตุกะ” ที่ไม่ได้รับเชิญ...

ไม่นาน ผมก็พบทางออกของ 2 ปัญหานี้...
ผมใช้พื้นที่ส่วนหนึ่งของสำนักงาน กั้นเป็น “ห้องรับแขก” ขึ้นมาครับ

ห้องรักแขกแห่งนี้จะมีหนังสือ นิตยสาร ทีวี เพื่อบริการแขกผู้มาเยือนถึงสำนักงาน ทำให้เขาได้ผ่อนคลายอย่างเต็มที่

ส่วนผมเอง ก็ไม่ต้องรีบร้อนตัดบทสนทนากับคนที่กำลังพูดคุย และไม่ต้องรีบเผชิญหน้ากับผู้มาเยือนที่ไม่ได้นัดหมายล่วงหน้า แต่มีเวลาเตรียมข้อมูล ที่จะคุยกับเขาอย่างเต็มที่ จัดเก็บแฟ้มงานที่กำลังทำอย่างมีระเบียบให้เรียบร้อยเสียก่อน

การบริหาร จัดการเรื่องใดๆ ก็แล้วแต่ ต้องเริ่มด้วยวิธีจัดการจิตใจของตัวเองก่อน หากปล่อยให้ความเครียดเข้าครอบงำ โดยที่ไม่รู้วิธีการจะสลัด หรือพักมันอย่างไร ลองใช้วิธีสร้าง “ห้องรับแขก” ขึ้นในหัวใจเสียก่อน
เวลาเผชิญหน้ากับสิ่งใด โดยไม่ได้นัดหมาย ก็เชิญ “เขา” ไปอยู่ในห้องรับแขกที่เตรียมใจไว้เสียก่อน
อย่าผลีผลาม ลงมือแก้ปัญหา เดี๋ยวจะเหมือนลิงแกะแห คือยิ่งแก้ ยิ่งยุ่ง ต้องรู้จัก ตั้งสติ เตรียมข้อมูลเพื่อการรับมือ

ว่าไปแล้ว การมีห้องรับแขกในใจ ก็เหมือน "การประวิงเวลา" ที่เราต้องเผชิญหน้ากับความเปลี่ยนแปลงที่ไม่คาดหวัง หากเราใช้ "เวลา" ทำความเข้าใจในสาเหตุของปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างถูกต้อง และประเมินความสามารถของเราที่มีอยู่ในขณะนั้น ว่าจะจัดการเรื่องเหล่านี้อย่างไร แล้วจึงค่อยอนุญาติให้เรื่องเหล่านี้เข้ามาประมวลผลในสมอง เชื่อเถอะว่า คุณจะค้นพบวิธีจัดการเรื่องเหล่านั้น ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

0 ความคิดเห็น: