วันพฤหัสบดีที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2552

โลกธรรม 8

“อนาคต” เป็นสิ่งที่ไม่แน่นอน วันที่ฟ้าโปร่ง แดดออก เรามักไม่คิดว่าจะมีฝนตก เพราะฝนตกส่วนใหญ่จะเป็นวันที่ฟ้ามืด เมฆครื้มดำ แต่เอาเข้าจริงแล้ว เราก็รู้กันดีว่า มีวันที่ “ฝนตก แดดออก” ด้วย สิ่งเหล่านี้เหมือนเตือนว่า ทุกสรรพสิ่งในโลกล้วนมี “ด้านตรงข้าม” เสมอ

วันที่ ผมได้รับงานเขียนโปรแกรม มูลค่ามหาศาลชิ้นหนึ่ง ก็นึกว่าเป็นเรื่องโชคดีของบริษัทฯ ที่ชนะการประมูลมา เร่งให้พนักงานรีบทำงานเพื่อส่งมอบงานตามเวลาที่เขากำหนด แต่ไม่กี่วัน ก่อนที่งานจะเสร็จ พนักงานคนสำคัญของเราคนหนึ่งกลับบ้านที่ต่างจังหวัดด้วยรถทัวร์ แล้วไปประสบอุบัติเหตุ ต้องนอนโรงพยาบาล รักษาตัว มาทำงานไม่ได้ ทำให้บริษัทฯ ส่งมอบล่าช้า งานนี้แทนที่จะได้กำไร กลับต้องเสียเงิน ชำระค่าปรับให้เขาไปเสียอีก...

พุทธศาสนาจึงสอนคนให้มองโลกด้วยความไม่ประมาท โดยให้มองว่าความเป็นจริงของโลกนี้มีธรรมอยู่ 8 ประการ คือ มีลาภ เสื่อมลาภ มียศ เสื่อมยศ มีสุข มีทุกข์ มีสรรเสริญ มีนินทา

เมื่อรู้ว่าสิ่งเหล่านี้วนเวียนอยู่ในชีวิตของคนเรา เวลามีสุขก็จะได้ไม่ลิงโลดเกินไป หรือเวลาที่เผชิญกับความทุกข์ หมองเศร้า ก็ให้คิดว่า สักวันต้องมีวันเป็นของเรา เสมือนการเล่นกีฬาที่ความจริงไม่ได้มุ่งที่ชัยชนะ แต่เพื่อฝึกฝนให้คนเราเข้าใจการใช้ชีวิต คือ รู้แพ้ รู้ชนะ รู้อภัย

ที่สำคัญ ไม่เคยมีนักกีฬาคนไหน ที่เป็น “แชมป์เปี้ยน” ได้ตลอดกาล

และ “สถิติ” มีไว้เพื่อถูก “ทำลาย”!!!

วันที่เรามีลาภ, มียศ, มีสุข, ได้รับการสรรเสริญ ก็ให้เตรียมใจนึกถึง “วันเสื่อม” ที่จะมาในอนาคตอย่างแน่นอน

ดังนั้น วันที่ “โอกาส” เหล่านี้มาถึง จึงควรพิจารณา สร้างประโยชน์ให้กับคนอื่นๆด้วย แทนที่จะคิดถึงประโยชน์สุขส่วนตัวคนเดียว เพราะต้องเข้าใจว่าการที่เราได้รับสิทธิหรือสิ่งเหล่านี้มาก็เพราะมีคนอื่นหยิบยื่นให้ อาจมีบางคนต้องเสียสละเพื่อให้เราได้รับสิ่งเหล่านี้ด้วยซ้ำ

เหมือนคำกล่าวที่ว่า “ยิ่งให้ ยิ่งได้รับ”!

จะเห็นว่า มหาเศรษฐีระดับโลกอย่างน้อย 2 คน คือทั้ง บิลล์ เกตต์ ผู้ก่อตั้งบริษัท ไมโครซอฟต์ และ วอร์เรน บัพเฟ่ต์ มหาเศรษฐีนักลงทุน ได้จัดตั้งมูลนิธิเพื่อการกุศลขึ้น โดยเฉพาะบัพเฟต์นั้น เขาใช้เงินถึง 75% ที่หามาได้ส่งมอบให้การกุศลทั้งหมด

การกระทำของพวกเขาทั้งสอง ทำให้ผมมองไม่ออกเลยว่า เมื่อไหร่พวกเขาจะเสื่อมลาภ, เสื่อมยศ เพราะหลายปีที่ผ่านมานี้ ล้วนมีแต่ “คำสรรเสริญ” จากผู้คนที่เขาเข้าไปให้ความช่วยเหลือเป็นจำนวนมาก

โลกธรรมทั้ง 8 จึงเป็นสิ่งเตือนใจให้มนุษย์ตระหนักถึงการอยู่ร่วมกัน, การรู้จักแบ่งปัน, ความช่วยเหลือซึ่งกันและกัน, การละความละโมบ, ความเห็นแก่ตัว ดังจะเห็นว่าวิกฤติเศรษฐกิจที่ต้องพบทุกคนั้งนั้น ล้วนมีสาเหตุมาจาก “กิเลส” ของคนทั้งสิ้น

พนักงานธนาคารคนหนึ่ง นำเงินไปเล่นพนัน เพื่อที่จะหาวิธีรวยทางลัด ด้วยคิดว่าจะเป็นการหาความสุข แต่กลับต้องพบความทุกข์เมื่อแพ้พนัน เงินที่ลงไปไม่พอใช้หนี้ ต้องหาวิธียักยอกเงินจากลูกค้าไปชำระเจ้าหนี้ เพื่อที่จะรักษาชีวิต แต่ในที่สุดก็ถูกจับได้ และสุดท้ายก็ต้องโทษตามกฏหมายอาญา

การจะได้ลาภ ได้ยศ ได้รับเสียงสรรเสริญ จึงต้องเป็นการกระทำที่เสียสละ เพื่อส่วนรวม มากกว่าจะนำ “ความสุข” ของตนเป็นที่ตั้ง แล้วไปเบียดบัง หรือทำให้ผู้อื่นเดือดร้อน

ธุรกิจก็เช่นกัน ควรมอง “ระยะยาว” การได้กำไรจากการโก่งราคา ยามที่ผู้คนต้องการสินค้านั้นมาก ไม่ได้หมายความว่าจะเป็นการเปิดโอกาสให้ “เอาเปรียบ” แต่หมายถึงบททดสอบว่าเจ้าของธุรกิจนั้น จะเป็นคนมีเมตตา ช่วยเหลือ บรรเทาความเดือดร้อนของลูกค้าได้อย่างไรต่างหาก

การทำธุรกิจอย่างยั่งยืน ต้องเป็นธุรกิจที่ “กุมหัวใจของลูกค้า” ตำราการตลาดระบุว่าการใช้งบประมาณสำหรับหาลูกค้าใหม่นั้น มีต้นทุนสูงถึง 5 เท่าของการรักษาความสัมพันธ์กับลูกค้าเก่า

เมื่อผู้ประกอบการ มีความเข้าใจในโลกธรรมทั้ง 8 แล้ว จึงควรบริหารงาน ด้วย “คุณธรรม” เพราะสิ่งนี้จะเป็นเสมือน “ภูมิคุ้มกัน” เมื่อยามที่ธุรกิจต้องเผชิญปัญหากับความเปลี่ยนแปลงของสภาวะเศรษฐกิจที่ส่งผลมากระทบ

ดังนั้น ถ้าหากกลัวตัวเปียก เพราะฝนตก แล้วไม่แน่ใจความปรวนแปรของท้องฟ้า ก็ให้เอาร่ม (คุณธรรม) ติดตัว ก่อนออกจากบ้านไปทำธุรกิจทุกครั้ง!

0 ความคิดเห็น: