วันพฤหัสบดีที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2551

พิพิธภัณฑ์

ย้อนไปปี พ.ศ. 2533 ผมมีโอกาสไปสำรวจนิวยอร์กถึง 6 เดือนเต็ม เสน่ห์ของที่นี่อย่างหนึ่งที่ผมชอบก็คือ มีพิพิธภัณฑ์ให้เที่ยวชมมากมาย ทั้งเรื่องราวของประวัติศาสตร์ หรือศิลปะ การจัดแสดงของแต่ละพิพิธภัณฑ์เต็มไปด้วยความน่าสนใจ รู้ซึ้งได้ถึงคุณค่า ของวัตถุแต่ละชิ้น... ที่สำคัญเขามีวิธีการนำเสนอ เก็บรักษา และควบคุมอุณหภูมิห้องให้วัตถุโบราณเหล่านั้น คงสภาพเดิมให้มากที่สุด

บางที ผมก็ประหลาดใจ วัตถุโบราณที่แสดงในพิพิธภัณฑ์ในนิวยอร์ก หลายชิ้น ล้วนขุดพบเจอในประเทศอื่นๆ

สิบปีต่อมา ผมไปบรรยายโครงการเสริมสร้างผู้ประกอบการใหม่ที่จังหวัดพิษณุโลก ภายหลังบรรยายเสร็จ ผู้จัดพาผมไปเที่ยวชมพิพิธภัณฑ์พื้นบ้าน จ่าทวี (จ่าสิบเอกทวี-พิมพ์ บูรณเขตต์) ซึ่งนำ ของใช้พื้นบ้าน อุปกรณ์หากินของคนไทยยุคดั้งเดิม หรืองานศิลปะฝีมือของคนไทยที่ทรงคุณค่ามาแสดง ระหว่างความภูมิใจที่เกิดขึ้น มันมีความเศร้าใจปนอยู่ลึกๆ เพราะพิพิธภัณฑ์ไทยที่เกิดขึ้นดูเหมือนจะเป็นความพยายามของเจ้าของบ้านที่ทำด้วยใจรักเพียงลำพัง และทำไปแบบตามมีตามเกิด

ไม่ต้องพูดถึงระบบกันฝุ่น ความชื้น หรือรักษาอุณหภูมิห้อง วัตถุโบราณที่นำมาแสดงหลายชิ้นจึงถูกแดดเลียเผา เสียจนซีดเซียว.....ไปตามกาลเวลา

หลายปีต่อมา ผมได้ข่าวว่าเขาเรียกเก็บภาษีฯ พิพิธภัณฑ์แห่งนี้ จนเจ้าของต้องประกาศขาย.....

จังหวัดชายฝั่งแห่งหนึ่งในประเทศไทย มีชาวประมงลากอวนได้ปลากระเบนหรือ "ปลาราหู" ขนาดยักษ์ มีความพยายามที่จะติดต่อกับพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ทางทะเลแห่งหนึ่งให้นำมาสต๊าฟไว้เพื่อการศึกษา และนำไปแสดงในพิพิธภัณฑ์ เพราะปลาขนาดใหญ่อย่างนี้ น้อยคนนักจักได้เห็น และที่สำคัญมันต้องอาศัยเวลาเป็นสิบๆ ปี กว่าจะโตขนาดนี้

แต่ตกลงเรื่องราคาไม่ได้ ชาวประมงจึงนำไปขายให้กับแม่ค้าในตลาดสด

ผมสุดแปลกใจ แม่ค้าในตลาดสดมีเงินพอซื้อโคตรกระเบนนั้น แล้วนำมันมาหั่นขายให้ชาวบ้านในราคากิโลกรัมละหกสิบบาท!!!

ผมนำเรื่องเกี่ยวกับพิพิธภัณฑ์มาเล่าในวันนี้ เพราะมีข่าวว่า British Council จะจัดสัมมนาว่าด้วยเรื่องพิพิธภัณฑ์ขึ้นในวันที่ 5 มีนาคม ที่ TCDC ผมโทรไปจอง ปรากฏว่าที่นั่งเต็มหมดแล้ว มีคนลงชื่อรอ (Waiting List) ยาวเหยียด เลยถือโอกาสสนทนากับ คุณมัลลิกา เอี่ยมละออ ผู้จัดการฝ่ายศิลปะ ฯ แทน เธอบอกว่า ที่ประเทศอังกฤษ ให้ความสำคัญเรื่องของพิพิธภัณฑ์เป็นอย่างมาก การจัดงานครั้งนี้เพื่อให้คนไทยรู้จักคุณค่า และไม่มองพิพิธภัณฑ์เป็นเพียงที่เก็บของ ผู้ที่จัดการพิพิธภัณฑ์เองต้องรู้จักบริหาร ให้คนทุกระดับอยากมาใช้บริการ

"พิพิธภัณฑ์ที่ดี ต้องทำให้คนดูรู้สึกใกล้ชิด เช่นการมีกิจกรรมต่างๆ ที่กระตุ้นความอยากรู้ของเด็ก เช่น การให้เด็กถือพระพุทธรูปองค์หนึ่ง แล้วดูว่าเป็นศิลปะในสมัยไหน เด็กก็จะรู้จักไปค้นคว้าหาคำตอบ เพราะศิลปะของการปั้น หล่อพระพุทธรูปในแต่ละยุคมีความแตกต่างกัน การเที่ยวชมพิพิธภัณฑ์เสมือนเป็นการสอนให้เขารู้จักอนุรักษ์ วัฒนธรรม และรากเหง้าของตนเอง"

การจัดนิทรรศการครั้งนี้ คุณมัลลิกาบอกว่าได้ผู้เชี่ยวชาญจากประเทศอังกฤษที่จะมาให้มุมมองภาพกว้าง (Master Plan) ว่าก่อนสร้างควรคำนึงถึงอะไรบ้าง เช่นที่จอดรถ ถ้าต้องการให้เด็กมาเที่ยวชม ต้องเตรียมที่สำหรับไว้จอดรถทัวร์ขนาดใหญ่ หรือห้องสำหรับรับประทานอาหารไว้ด้วย สิ่งเหล่านี้มีส่วนที่จะดึงดูดคนให้มาใช้บริการ โดยเฉพาะปีนี้มีข่าวว่าภาครัฐฯ จะทำการปรับปรุงพิพิธภัณฑ์กันครั้งใหญ่ ก็ควรได้มีการศึกษา และวางแผน รวมถึงกำหนดเป้าหมายที่ชัดเจนเสียก่อน มิฉะนั้นเงินที่ลงทุนไปก็สูญเปล่า!

"พิพิธภัณฑ์เมืองไทยส่วนใหญ่ สร้างขึ้นมาแล้ว ไม่ค่อยมีงบเพื่อการบำรุงรักษา ทั้งที่เป็นเรื่องจำเป็น อย่างคุณทำระบบคอมพิวเตอร์ อินเตอร์แอคทีฟขึ้นมาเกิดมันเสีย แล้วไม่มีคนมาซ่อมบำรุงมันก็กลายเป็นสิ่งไร้ค่า คนก็คงไม่อยากมาดูของเสีย ที่อังกฤษการดูแลพิพิธภัณฑ์เขาก็ไม่ได้ใช้งบประมาณมากมาย แต่ประชาชนเขาเห็นความสำคัญ ช่วยกันดูแลรักษา เพราะถือเป็นสมบัติของชาติ"

"เห็นใจเหมือนกันสำหรับพิพิธภัณฑ์ในเมืองไทย บางทีทั้งพิพิธภัณฑ์มีคนดูแลอยู่คนเดียว เราช่วยเรื่องเงินเขาไม่ได้ ก็เลยอยากสนับสนุนด้านความรู้แทน" คุณมัลลิกา สรุป....

เก้าอี้สัมมนาที่เหลือตอนนี้ คุณมัลลิกา ย้ำว่าอยากจะให้เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับพิพิธภัณฑ์ในเมืองไทยทั้งหลายไปนั่งฟังกัน....

ถึงแม้ผมไม่ได้ไปแล้ว แต่ก็หวังว่าผู้ที่เข้าไปนั่งฟังวันนั้น จะได้นำความรู้ไปใช้ประโยชน์ พัฒนาให้พิพิธภัณฑ์เมืองไทยเกิดความก้าวหน้า เป็นสถานที่ ที่คนไทยอยากเข้าไปเรียนรู้กันเพิ่มมากขึ้น..
ผมเบื่อข่าวการขยายสาขาของห้างสรรพสินค้าใหญ่ๆ ของเมืองไทยแล้ว
อยากฟังข่าวพิพิธภัณฑ์ในเมืองไทยขยายสาขา หรือคนเข้าไปชมล้นทะลัก จนห้องน้ำไม่พอใช้บ้าง...

0 ความคิดเห็น: