จาก สุกัญญา 50503543 นักศึกษา ป.โทฯ มหาวิทยาลัยศรีปทุม (นิเทศฯ) มีคำถามและอยากให้อาจารย์สอนเน้นเป็นพิเศษ เพื่อการนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน กับการที่จะเป็นเจ้าของธุรกิจสักอย่างหนึ่ง
จากการสอนของอาจารย์สัปดาห์ที่ผ่านมา(4กพ) ได้ความรู้พื้นฐานเรื่องของการค้าขายบนเว็บไซด์ อยากให้อาจารย์เน้นย้ำเป็นพิเศษเนื่องจาก สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้จริงในชีวิตประจำวัน
ตัวดิฉันเอง มีความสนใจ เรื่อง อีคอมเมอร์ซเป็นพิเศษ คิดเสมอว่าอยากจะมีธุรกิจเป็นของตัวเอง เริ่มจากเล็กๆน้อย ปัจจุบันเป็นพนักงานประจำ ทำงานเป็นเวลาจะเจียดเวลาไป ทำธุรกิจอะไรด้วยตัวเองก็แห้วทุกที เคยสอบถามเพื่อนที่ทำธุรกิจนี้ แต่เค้าเพิ่งจะทำ ก็ยังอธิบายเรื่องอีคอมเมอร์ซไม่ค่อยเข้าใจ ตัวเค้าเองก็งง แล้วดิฉันเองก็ไม่ต้องพูดถึง..ไม่เข้าใจเอาเสียเลย ไม่รู้ว่ามันยุ่งยาก วุ่นวาย มากขนาดไหน ในฐานะอาจารย์เป็นผู้เชี่ยวชาญ คงจะสามารถถ่ายทอดประสบการณ์ และ มีกรณีตัวอย่างให้ นักศึกษาได้รู้เป็นวิทยาทาน สิ่งที่ดิฉันต้องการทราบ และอยากให้อาจารย์สอน ได้แก่
-กระบวนการ/ขั้นตอน ของการทำการค้าทางอินเทอร์เน็ต
-การที่ ลูกค้าจะซื้อสินค้า แล้ว บอกว่าโอนเงินเข้ามาให้แล้ว เราจะสามารถตรวจสอบ การโอนเงินทางอินเทอร์เน็ตได้มั้ย ปัจจุบันนี้เค้าทำกันอย่างไร (ดูเหมือนว่าอาจารย์จะเคยพูดให้ฟังสัปดาห์ที่แล้ว แต่อยากให้อาจารย์ อธิบายเพิ่มเติม )
-ถ้าเราอยากจะเริ่ม ควรจะเริ่มจากอะไร เริ่มอย่างไรดี อยากให้อาจารย์แนะ แหล่งค้นคว้า หรือหาข้อมูลประกอบการตัดสินใจ หรือเว็บไซด์ที่สามารถจะเข้าไปศึกษาได้
-อุปสรรคต่างๆ และแนวทางการแก้ไข
-คนที่ทำการค้าบนอินเทอร์เน็ต หลายรายไม่ได้มีสินค้าเป็นของตัวเอง ใช่ไหมคะ? เค้าไปรับมาแล้วนำมาบวกราคาเพิ่มหรือเปล่าคะ
***น้องสาว ทำเบอร์เกอรี่เก่ง อร่อยมากและทำส่งให้กับลูกค้ารายย่อยๆๆ ที่รู้จักกัน .. ถ้าเราจะทำธุรกิจขนมนี้บนเว็บไซด์ จะเวิร์คม้ยคะ ต้องคำนึงถึงอะไรบ้าง อย่างไร อยากให้อาจารย์แนะนำด้วยค่ะ
ฯลฯ นี้เป็นแนวคร่าวๆ เดี๋ยวเรียนเพิ่มเติมคงมีคำถามในชั่วโมงเรียน
หากมีข้อสงสัย และ เมื่อจบคอร์สนี้ไปแล้ว นักศึกษาเองยังสามารถปรึกษาอาจารย์ได้อยู่หรือเปล่าคะ
ขอบคุณในความอนุเคราะห์ของอาจารย์สิทธิเดชนะคะ
********************************
เนื่องจากมีหลายคำถาม ขอตอบเป็นข้อๆ ดังต่อไปนี้
1. อยากให้อาจารย์เน้นย้ำเป็นพิเศษเนื่องจาก สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้จริงในชีวิตประจำวัน
ถ้าเราเข้าใจ อินเทอร์เน็ต ว่าคือ "สื่อ" ที่เราสามารถติดตาม ความรู้ ข่าวสาร และติดต่อสื่อสาร (อีเมล) ทำธุรกิจ (อีคอมเมิร์ช) แล้วมาพิเคราะห์ดูว่า ในชีวิตประจำวันเราต้องทำอะไรบ้าง เช่น ถ้าเป็นนิสิต นักศึกษา ก็สามารถหาความรู้ต่างๆ ได้ โดยไม่ต้องเดินทางไปห้องสมุด หรือจะเรียนผ่านออนไลน์ (E-Learning) ก็ทำได้ ในฐานะคนทำธุรกิจ ขายของ แทนที่ต้องไปเสียเงิน 1 ล้านบาท เพื่อเซ้งห้องในศูนย์การค้า 4 ปี และต้องเดินทางไปเปิดร้านตอนเช้า สิบโมง ใช้ชีวิตอยู่แต่ในร้านนั้นอีก 10 ชั่วโมงถึงสามทุ่มจึงจะปิดร้านกลับบ้าน ก็ลองใช้เว็บไซต์ซึ่งเสียค่าใช้จ่ายปีละ 1,500 บาทเท่านั้นเป็นร้านจำหน่ายสินค้า หรือในกรณีผู้ซื้อแทนที่ต้องเสียเวลาตะลอนหาของ ก็มาใช้มือ นิ้ว คลิกหาของบนโลกออนไลน์ เปรียบเทียบราคา และแน่นอนว่าจะซื้อสินค้าได้ถูกกว่า เพราะคนขายไม่ต้องผลักภาระค่าเช่า, ค่าจ้างคนขาย และสต๊อกสินค้ามาให้ผู้ซื้อต้องจ่าย
2. กระบวนการ/ขั้นตอน ของการทำการค้าทางอินเทอร์เน็ต
ขั้นตอนต่างๆ อาจแบ่งออกเป็น 3 ส่วนดังนี้ คือ
ส่วนที่ 1 ขั้นเตรียมการ ตรงนี้ต้องเข้าใจเสียก่อนว่า เราเป็นใคร ขายอะไร ให้กับใคร ด้วยวิธีใด ถ้ามีความรู้ด้านไอที แม้แต่ชื่อโดเมนเนมก็ขายได้แล้ว เช่นผมจดโดเมนเนม thaimarketonline.net เสียค่าใช้จ่ายปีละ 300 บาท จดเสร็จไม่ถึงสัปดาห์ ก็มีผู้อีเมลมาเสนอขาย thaimarketonline.com ในราคา 199 เหรียญ ( 7,000 กว่าบาท) ซึ่งถ้าผมทำธุรกิจขนาดใหญ่ และผมกลัวว่าจะมีผู้พิมพ์สกุลโดเมนเนมผมผิด ผมอาจตัดสินใจซื้อไว้ก็ได้ จำแนกกรณีศึกษาแบบนี้ก็คือ เขารู้ว่าเขาคือใคร (ผู้เชี่ยวชาญด้านไอที เพราะล่วงรู้คุณค่าของชื่อบนโลกออนไลน์ เขารู้ด้วยว่าจะขายให้กับผม เนื่องจากผมไม่สามารถจดชื่อนี้ได้เนื่องจากเขาชิงจดไปก่อน และหาวิธีขายด้วยการเสนอผ่านทางอีเมล ซึ่งเป็นสื่ออิเล็กทรอนิกส์ และรู้ดีว่าผมต้องเปิดอ่านอีเมลทุกวันอยู่แล้ว)
ส่วนที่ 2 ขั้นจัดทำเว็บไซต์ ซึ่งประกอบด้วยการเตรียมข้อมูล ทั้งภาพ และอักษร ที่มีความน่าเชื่อถือ ที่สำคัญมันต้องสร้างความต้องการได้ ในส่วนของเทคนิค เว็บไซต์เมื่อเทียบกับหน้าร้านขายของทั่วไป ก็จะประกอบด้วย พื้นที่ (โฮสติ้ง), ชื่อร้าน (โดเมนเนม) , การออกแบบหรือดีไซน์ (Template Design) ซึ่งปัจจุบันมีผู้ให้บริการมากมายทั้ง http://www.tarad.com/, http://www.readyplanet.com/ หรือจะใช้บริการฟรีของ http://www.blogger.com/ แบบที่ผมทำเว็บนี้ เพื่อทดสอบไปก่อนก็ได้ อย่างไรก็ตาม การทำเว็บไซต์ ไม่ใช่มีข้อมูลเพียงหน้าเดียว อย่างน้อยควรจะประกอบด้วย 6 หน้าสำคัญดังนี้ คือ 1. เราคือใคร (About us) 2. ขายอะไร อย่างไร (Product / Service -Detail) 3. คุณประโยชน์จากการใช้สินค้าหรือบริการ (Benefit) 4. คำนิยมจากผู้ที่เคยใช้บริการ (Testimonial) 5. ติดต่อกับเรา (Contact us) ทั้งหมายเลขโทรศัพท์, อีเมล, โทรสาร และที่อยู่ ถ้าทำได้ก็อย่าลืมใส่แผนที่ตั้ง (Map) เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือด้วย 6. กิจกรรมส่งเสริมการขาย (Why buy from us) เพื่อกระตุ้นให้ลูกค้าใช้บริการ เช่น ส่วนลดพิเศษ, ส่งฟรี, การรับประกัน ตลอดจนเงื่อนไขการรับคืนสินค้า ในกรณีที่ลูกค้าไม่พอใจ
ส่วนที่ 3 ขั้นตอนการประชาสัมพันธ์ และประเมินผล หลังจากทำเว็บไซต์เสร็จเรียบร้อย ก็เปรียบเสมือนเราได้พนักงานขายมาหนึ่งคน พนักงานขายคนนี้จะซื่อสัตย์ต่อท่านแน่นอน จะทำงานอย่างไม่รู้เหน็ดเหนื่อย ต้อนรับลูกค้านับพันได้ ตลอด 7 วัน 24 ชั่วโมง (ไม่ลาพักร้อน ไม่ขออั่งเปา และไม่ขอหยุดยาวกลับบ้านไปเที่ยวสงกรานต์) ดังนั้น ท่านต้องทำให้ลูกค้า รู้จักพนักงานขายคนนี้ ท่านต้องหาวิธีโปรโมทเว็บไซต์ทั้งผ่านช่องทางสื่อปกติ (หนังสือพิมพ์, วิทยุ,โทรทัศน์, สื่อธุรกิจ นามบัตร ถุง พิมพ์ชื่อเว็บไซต์ให้หมด)หรือสื่อออนไลน์ (เสิร์ชเอ็นจิ้น, แบนเนอร์, อีเมล, เว็บบอร์ด ส่วนใหญ่ฟรีด้วย)
3. การที่ ลูกค้าจะซื้อสินค้า แล้ว บอกว่าโอนเงินเข้ามาให้แล้ว เราจะสามารถตรวจสอบ การโอนเงินทางอินเทอร์เน็ตได้มั้ย ปัจจุบันนี้เค้าทำกันอย่างไร (ดูเหมือนว่าอาจารย์จะเคยพูดให้ฟังสัปดาห์ที่แล้ว แต่อยากให้อาจารย์ อธิบายเพิ่มเติม )
เราสามารถตรวจสอบการโอนเงินผ่านทางอินเทอร์เน็ตได้ครับ หากธนาคารนั้นมีระบบให้ตรวจสอบผ่านออนไลน์ได้ ลองสอบถามกับเจ้าหน้าที่ธนาคารที่เปิดบัญชีดู ขั้นตอนตรวจสอบไม่ยาก ใส่ username -Password เหมือนอีเมล แล้วเลือกรายการที่ต้องการทำดู เท่าที่ทราบมี ธนาคารกสิกรไทย กับธนาคารกรุงเทพ ให้บริการแน่ๆ
4. ถ้าเราอยากจะเริ่ม ควรจะเริ่มจากอะไร เริ่มอย่างไรดี อยากให้อาจารย์แนะ แหล่งค้นคว้า หรือหาข้อมูลประกอบการตัดสินใจ หรือเว็บไซด์ที่สามารถจะเข้าไปศึกษาได้ ?
เว็บไซต์ความรู้พวกนี้มีมากมายครับ แต่ขอให้ตั้งหลักให้ได้ก่อนว่าเราอยากจะเรียนรู้อะไร อาจเริ่มต้นที่ http://www.google.com/ ไปก่อน เช่นถ้าเราอยากขายกล้วยตาก เราอาจเข้าไปเสิร์ชหาข้อมูล ประโยชน์ของกล้วย หรือตรวจสอบดูว่ามีใครขายอยู่บ้าง หรือแม้แต่จะหาลูกค้า เหมือนตอนที่ผมขายกล้วยตาก Bananaclick ผมมองว่ากลุ่มลูกค้าของผมคือ "นักกอล์ฟ" ผมก็จะเข้าไปค้นข้อมูลที่ตั้งของสนามกอล์ฟในเมืองไทยทั้งหมด แล้วก็ส่งจดหมายไปเสนอผลิตภัณฑ์กับพวกเขา
5. อุปสรรคต่างๆ และแนวทางการแก้ไข
ปัญหาการทำพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ คือ "ความน่าเชื่อถือ" ไม่ว่าจะเป็นประเด็นที่ผู้ซื้อไม่รู้จักผู้ขาย ไม่แน่ใจว่าสินค้าที่ส่งมาจะมีคุณภาพสมคำโฆษณาหรือไม่ บริการหลังการขายจะเป็นอย่างไร ยังไม่นับปัญหาเรื่องการโกงกันอีก เช่นส่งเงินให้ แต่ไม่ยอมส่งสินค้า หรือ ส่งสินค้าไปแล้ว ไม่โอนเงิน ล้วนเป็นปัญหาที่ทำให้คนส่วนหนึ่งไม่อยากทำธุรกรรมผ่านช่องทางนี้ แต่หากมองอย่างเป็นธรรม ปัญหาการค้าบนช่องทางปกติก็มีเหมือนกัน การเข้าไปลักสินค้าโดยไม่จ่ายตังค์ การมีพนักงานเก็บเงินที่ทุจริต เป็นเรื่องที่สะท้อนให้เห็นว่า การทำธุรกิจไม่ว่าจะเป็นช่องทางใด ล้วนมีปัญหาทั้งสิ้น ส่วน "ขนาด" จะเล็กหรือใหญ่นั้น ขึ้นอยู่กับทัศนคติของผู้เผชิญว่าจะรับมือกับปัญหาเหล่านี้อย่างไร ?
แนวทางแก้ไขปัญหาของอีคอมเมิร์ชไทยในกรณีนี้ ก็คือการที่มีหน่วยงานภาครัฐ ออกเครื่องหมายความน่าเชื่อถือ (Trust Mark) ก็เป็นทางออกหนึ่ง แต่เงื่อนไขที่ต้องเป็นนิติบุคคล ก็ทำให้บุคคลธรรมดาที่อยากหารายได้พิเศษ ลองค้าขายบนอินเทอร์เน็ต หมดสิทธิ์ได้เครื่องหมายนี้ !
ดังนั้น เมื่อวันอาทิตย์ที่ 10 กุมภาพันธ์ ผมให้สัมภาษณ์ทางรายการวิทยุ FM 101 นิวส์แชลแนลดอทเน็ท คุยเรื่องกลุ่มเป้าหมายที่ควรให้ความสนใจเรื่องทำเว็บไซต์ ก็คือ คุณครู หรืออาจารย์ทั้งหลาย เพราะโดยอาชีพ กลุ่มคนเหล่านี้ สังคมให้ค่าความน่าเชื่อถือค่อนข้างสูงอยู่แล้ว ถ้ารู้จักใช้เว็บไซต์ขยายมิติการสอน (เช่นตอบคำถามจากนิสิตคนหนึ่งผ่านเว็บไซต์ ก็จะทำให้นิสิตคนอื่นรับรู้ด้วย สามารถทำให้การเรียนรู้ไม่ได้ถูกจำกัดแต่ในห้องเรียน หรือเรื่องของเวลา ที่นิสิตสามารถเข้ามาศึกษาเมื่อไหร่ ที่ไหนก็ได้) แล้ว ลองสร้างเว็บไซต์ขึ้นมา โดยนำ งานฝีมือที่นิสิต นักศึกษา ทำส่ง ไม่ว่าจะเป็นการออกแบบลายเสื้อ, การ์ตูนอนิเมชั่น, ถักนิตติ้ง ขึ้นมาลองค้าขายผ่านเว็บไซต์ พองานขายได้ก็ค่อยสร้างแบรนด์ของตัวเองขึ้นมา แยกมาทำเว็บไซต์โดยอาศัยฐานลูกค้าเดิม วิธีนี้ผมคิดว่า การเรียนจะมีประสิทธิภาพขึ้น เพราะเนื้อหาที่เรียนสามารถนำไปสร้างงาน หารายได้เลี้ยงตัวเองได้ นิสิตที่อยู่ต่างจังหวัดเมื่อเรียนจบยึดเป็นอาชีพ ขายงานอยู่ที่บ้านมีเวลาดูแลครอบครัวโดยไม่ต้องอพยพแรงงานเข้ามาที่กรุงเทพฯ
6. คนที่ทำการค้าบนอินเทอร์เน็ต หลายรายไม่ได้มีสินค้าเป็นของตัวเอง ใช่ไหมคะ? เค้าไปรับมาแล้วนำมาบวกราคาเพิ่มหรือเปล่าคะ
หากมองผิวเผินอาจเป็นเช่นนั้น แต่ถ้าพิเคราะห์อย่างลึกซึ้ง มันมีหลายแนวความคิด (Business Idea) ที่จะสร้างรายได้ให้กับตัวเอง เช่น การสร้างแบรนด์ใหม่ เหมือนกล้วยตาก bananaclick เพราะถ้าไปรับสินค้าอื่นมาขาย บางครั้งอาจจะไม่สามารถกำหนดราคาขายเองได้ หรือเจอปัญหาเรื่องตัดราคา (ถ้าสินค้าเหมือนกัน) แต่การพัฒนาสินค้าและสร้างมูลค่าใหม่ สามารถหาตลาดใหม่ได้ หรือกรณีที่เว็บไซต์นั้น นำสินค้าผู้อื่นมาขายในราคาถูกเพื่อให้เกิดความนิยม คนเข้าชมมากมาย แล้วมาหารายได้จากการขายป้ายโฆษณา (Banner) หรือแม้กระทั่งรายชื่อลูกค้าที่เข้ามาซื้อของมากมาย ก็เป็นฐานข้อมูล (Data Base) ที่นำไปสร้างรายได้ได้อีกเช่นกัน
7. ***น้องสาว ทำเบอร์เกอรี่เก่ง อร่อยมากและทำส่งให้กับลูกค้ารายย่อยๆๆ ที่รู้จักกัน .. ถ้าเราจะทำธุรกิจขนมนี้บนเว็บไซด์ จะเวิร์คม้ยคะ ต้องคำนึงถึงอะไรบ้าง อย่างไร อยากให้อาจารย์แนะนำด้วยค่ะ
ปัญหาของการขายสินค้าอาหารก็คือเรื่อง อายุการเก็บรักษา ว่าระยะเวลาในการส่งถึงมือของลูกค้าแล้วจะคงคุณภาพสดใหม่ อร่อย เหมือนออกจากเตาหรือไม่ ต่อมาคุณก็ต้องมาวิเคราะห์ตลาด ว่า สินค้านั้นใครจะเป็นผู้ซื้อ เขามีกำลังซื้อในราคาที่คุณกำหนดหรือไม่ คู่แข่งขันเป็นใคร พฤติกรรมของผู้บริโภค เช่นกินแล้วสุขภาพดี (คุณอาจทำเบเกอร์รี่สมุนไพร) เพราะผมเห็นสาวๆ ส่วนใหญ่อยากรับประทาน แต่กลัวอ้วนเพราะมีทั้งเนย น้ำตาล คุณจะแก้ปัญหานี้อย่างไร ที่จะทำให้สินค้าราคาไม่แพง ทานแล้วได้ประโยชน์ ที่สำคัญยังสุดอร่อย เมื่อส่งถึงมือลูกค้า (ผมยินดีเป็นลูกค้าคนแรกที่จะประเดิมสั่งซื้อจากเว็บไซต์ : ถ้าคุณทำจริงๆ แล้วอีเมลมาบอกนะ)
8. หากมีข้อสงสัย และ เมื่อจบคอร์สนี้ไปแล้ว นักศึกษาเองยังสามารถปรึกษาอาจารย์ได้อยู่หรือเปล่าคะ
ผมเคยดูหนังจีนจอมยุทธ์เรื่องหนึ่ง จำประโยคหนึ่งได้คลับคล้ายว่า เป็นศิษย์อาจารย์กันวันหนึ่ง ก็เหมือนเป็นศิษย์อาจารย์กันตลอดชีวิต!
วลีนี้เข้าท่าดี! ผมใช้เป็นคำตอบของคำถามนี้แล้วกัน
0 ความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น