วันพุธที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

ทำวันละนิด ดีกว่าคิดทุกวัน

ต้น เลกาซี่ ที่ประธานNEC รุ่น 4 จะเร ค้ำจุนให้ผมมาตั้งแต่ปีที่แล้ว เริ่มแตกกอ กระถางเดิมชักแน่น เลยอยากจะทำการแยกกอออกมา แต่ไม่รู้ว่าจะทำอย่างไร เลยอีเมลไปถามทั้งผู้ให้กับผู้อยู่ในเหตุการณ์ส่งมอบวันนั้น คือคุณปุ๊ก กับพี่กร ปรากฏว่าคุณปุ๊ก ซึ่งกลายเป็นแม่ค้าอโกมีน่า ออนไลน์ไปแล้ว ส่งอีเมลแนะนำมาว่า....

ซื้อกระถางก่อนนะคะ แล้วก็จับมันแยกออกจากกอเดิม อาจใช้มีดตัดให้มันมีรากติดสักเล็กน้อย (5-6 เส้น)
ถ้าต้องการดินปุ๊กจะส่งไปให้ค่ะเพราะปกติปุ๊กส่งไปรษณีย์ให้ลูกค้าทุกสัปดาห์อยู่แล้ว กลายเป็นว่าตอนนี้ปุ๊กมีรายได้จากขายต้นไม้อีกทางหนึ่งโดยไม่ได้ตั้งใจ ยังนึกขอบคุณอาจารย์ที่ช่วยให้ความรู้ด้วยค่ะ นี่ขนาดยังไม่ได้ศึกษาเรื่องทำบล็อคจริงจังเลย (ยังทำไม่ได้เต็มศักยภาพของ blogspot ) แต่มันก็เริ่มเห็นผล ทำให้คิดว่าทุกสิ่งทุกอย่างสำคัญที่สุดคือ "ลงมือทำ"

learning by doing แล้วก็ค่อยๆ ปรับปรุงแก้ไขไปใช่ไหมคะ

ขอบคุณอาจารย์ที่ยังคงตอบอีเมลและให้คำแนะนำที่ดีเสมอมาค่ะ (และหวังว่าจะมีตลอดไป)
ไม่ต้องเลี้ยงข้าวปุ๊กหรอก เอาแค่พิซซ่าอะไรนะแถวบ้านอาจารย์น่ะ ที่ติดไว้ตั้งแต่ปีที่แล้วก็พอ (นี่ขนาดไดเอทนะ ยังตะกละขนาดนี้)

ขอให้อาจารย์มีความสุขกับการทำงานและชีวิต จะได้อยู่เป็นมิ่งขวัญและที่ปรึกษาหนูอีกนานๆ 5555

+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

อ่านอีเมลของคุณปุ๊ก ตรง "ลงมือทำ" แล้วช่างบังเอิญกับ ปัญหาที่คนญี่ปุ่นมักตั้งถามกัน...
มีกบสามตัวอยู่บนใบบัว กบตัวหนึ่ง "ตัดสินใจ" กระโดดลงน้ำ จะมีกบเหลือบนใบบัวกี่ตัว
ส่วนใหญ่มักตอบสอง เพราะคิดว่าโดดไปแล้วหนึ่ง
แต่ในความจริง กบตัวนั้นเพียงแค่ "ตัดสินใจ" ครับ ยังไม่ได้ปฏิบัติหรือลงมือกระทำ คำตอบที่ถูกต้องจึงเท่ากับสามเหมือนเดิม

+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

การคิด กับการลงมือทำจึงให้ผลลัพท์ที่ไม่เหมือนกัน
แต่การทำก่อนคิดก็อาจทำให้ผลงานบกพร่องเพราะขาดการวางแผนที่รอบคอบ
แต่ "การคิด" อย่างเดียว ไม่เกิด "รูปธรรม" อย่างแน่นอน
บางทีการคิดไปทำไปอาจเป็น "ทางออก" ที่ดีของปัญหานี้...

+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++
ผมเองสอนคนทำเว็บบล็อกมาก็หลายคราว เพราะคิดว่าการทำเว็บไซต์ด้วยบล็อกนั้นมีขั้นตอนไม่ยุ่งยากมาก ที่สำคัญใช้เวลาไม่กี่นาที ถ้าลงมือทำจริงๆ เว็บไซต์ก็จะเกิดขึ้นทันตาเห็น

แต่การที่จะทำเว็บไซต์ให้ประสบความสำเร็จนั้น ยังต้องมีองค์ประกอบมากมาย เช่นการรู้จักลูกค้า, รู้จักสินค้า, รู้วิธีการนำเสนอ, รู้วิธีการจัดกิจกรรมส่งเสริมการขาย, ซึ่งปัจจัยเหล่านี้ต้องคิดแล้วลงมือทำอยู่ตลอดเวลา ผลลัพท์ที่ออกมาก็นำมาประเมินเพื่อการปรับปรุง เช่นมีบางเว็บไซต์ที่ขายของดีไซน์ แล้วใช้วิธีลดราคาตามทฤษฏี ปรากฏว่าลูกค้าก็ไม่ได้เพิ่มขึ้นอย่างที่คิด หนำซ้ำยังทำให้ "คุณค่า" ของผลิตภัณฑ์ลดลงอีกด้วยซ้ำ

มีผู้สนใจที่ "คิด" จะเรียนเว็บบล็อกหลายคนครับ แต่ยังติดขัดเรื่องเวลา ข้อดีของคนเหล่านี้ก็คือยังมี "ความตั้งใจ" พยายามโทรศัพท์มาถามผมว่าจะจัดสัมมนาอบรมอีกเมื่อไร ? ซึ่งผมก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่า พอกำหนดวันเวลาขึ้นมาแล้ว ท่านเหล่านั้นจะว่างหรือไม่...ตอนนี้ผมก็เลยเปิดโอกาสให้เลือกวันเวลา ว่า ท่านใด ว่างเวลาใด แล้วมาเรียนได้แบบปลอดโปร่งก็ให้โทรมานัดผมแต่เนิ่นๆ ถ้าเราว่างตรงกันก็มาเรียนที่ศูนย์พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ได้เลย อย่างวันเสาร์ที่ 6 กุมภาพันธ์ 2553 นี้ก็เช่นกัน ตั้งแต่เวลาบ่ายโมงถึงห้าโมงเย็น มีผู้ที่โทรศัพท์มานัดเรียนแล้ว หากท่านใดที่ "คิด" อยากจะเรียน ก็โทรมาสำรองที่นั่งเพิ่มได้ที่ 0841406000 (ผู้มาสมัครใหม่ขอค่าสื่อการสอน 990 บาท ผู้ที่เคยมาเรียนแล้วอยากทบทวนก็มานั่งฟังฟรีครับ)

เรียนบล็อกไม่ยากหรอกครับ อย่างกรณีของคุณปุ๊ก น่าจะเป็นตัวอย่างที่ดี พอเรียนไปแล้วลงมือทำก็มีรายได้เกิดขึ้น

ต้นเลกาซี่นี่ก็เช่นเดียวกัน ผมต้องลงมือรดน้ำในปริมาณที่พอเหมาะอย่างต่อเนื่อง เอาไปโดนแดดบ้าง ยกหลบน้ำค้างบ้าง มันจึงเจริญเติบโต แตกหน่อให้เราเห็นกอเพิ่ม

นี่ถ้าไม่ติดว่าคุณปุ๊กขายออนไลน์อยู่ก่อนแล้ว ผมยังคิดอยากจะเพาะขายบ้างเลย

....แต่อันนี้ยังแค่คิดนะครับ..คุณปุ๊กสบายใจ หายห่วงได้

วันอังคารที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

การจัดนิทรรศการ

การจัดนิทรรศการถือเป็นเรื่องที่ดี เพราะนิทรรศการส่วนใหญ่จะเป็นการให้ความรู้ เพิ่มพูนสติปัญญาต่อผู้ชม แต่ปัญหาคือจะจัดอย่างไรให้เกิดความน่าดู สมัยก่อน ตอนเรียนหนังสือ คุณครูยังต้องบังคับให้ไปงานนิทรรศการ เพราะต้องไปลอกข้อมูลในบอร์ดนิทรรศการมาตอบคำถามในห้องเรียน หรือจัดทำรายงาน โดยใช้ "คะแนน" เป็นตัวล่อ...

สมัยนี้ ไม่รู้ว่ายังต้องบังคับเด็กนักเรียนให้ไปดูนิทรรศการอีกหรือไม่ ?!


แต่ไม่ว่าจะบังคับหรือไม่? คนทำนิทรรศการก็ควรต้องทำ นิทรรศการให้เกิดความ "น่าสนใจ" มิฉะนั้นก็เป็นเรื่องน่าเสียดายเงิน ทั้งค่าเช่าสถานที่และวัสดุอุปกรณ์ เวลาที่ลงทุนลงแรง แต่ทำไปแล้ว ไม่มีคนเดินชม...


ประโยชน์ของนิทรรศการนั้นมีมากมาย ตั้งแต่สมัยประถมแล้ว คุณครูวาดเขียนมักทำบอร์ดนิทรรศการให้ความรู้เรื่องราวของสี แล้วมีตัวอย่างผลงานของนักเรียนที่ได้รับคะแนนดี มาจัดโชว์สร้างความภาคภูมิใจให้กับเจ้าของฝีมือ


โตขึ้นมาหน่อยเรียนภาควิชาโฆษณา ก็ต้องนำเสนอนิทรรศการโฆษณาเพื่ออวดผลงาน โชว์ฝีมือ ให้กับเพื่อนร่วมสถาบันเห็น การจัดนิทรรศการบ่อยๆ ก็เลยทำให้เห็นช่องทางว่าถ้ารู้จักการประยุกต์ใช้ "นิทรรศการ" ในเชิงธุรกิจก็จะทำให้ยอดขายดีขึ้นด้วย


สมัยที่ผมเริ่มตั้งตัวเป็นเถ้าแก่เร่ค้าขายเทปซีดีตามหน้าโรงภาพยนตร์ต่างๆ ผมมักจะจัดนิทรรศการเกี่ยวกับสิ่งบันเทิงเหล่านี้ควบคู่ไปด้วย เพื่อสร้าง "บรรยากาศ" ให้คนที่เข้ามาซื้อ ได้รับความรู้ เข้าใจที่มาของผลิตภัณฑ์ และเมื่อเทียบยอดขายกับตอนเปิดร้านตามปกติแล้ว จะพบว่า ช่วงที่มีนิทรรศการนั้นนอกจากจะดึงลูกค้าได้มากแล้ว ยอดขายยังเพิ่มขึ้น


ทุกวันนี้ ถ้ามีเวลาว่าง ผมก็มักแวะเวียนเที่ยวชมนิทรรศการต่างๆ อยู่เสมอ นอกจากได้ความรู้แล้วยังมีโอกาสเห็นรูปแบบที่พัฒนา ตามความเคลื่อนไหวของสังคม ล่าสุดเมื่อวันที่ 29 มกราคม 2553 ผมแวะไปที่ศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบ TCDC ซึ่งถือว่าเป็นหน่วยงานที่มีความเชี่ยวชาญด้านการจัดนิทรรศการแห่งหนึ่ง ขณะนี้เขามีการจัดนิทรรศการเรื่อง ต้องมีอะไรจึงออกแบบได้ 2 ซึ่งจะมีแสดงไปจนถึงวันที่ 30 พฤศจิกายน 2553


ผมเห็นบรรยากาศของการจัดนิทรรศการมีความน่าสนใจดี และน่าจะเป็นตัวอย่างไอเดียที่ดีสำหรับผู้ที่จะจัดนิทรรศการครั้งต่อไป แต่สิ่งสำคัญคือต้องเข้าใจ "แก่น" และกลุ่มเป้าหมายเสียก่อนว่า จัดทำไม และเพื่อใคร เมื่อตั้งคำถามและหาคำตอบที่ถูกต้องได้แล้ว การจัดอย่างไร ? ก็ไม่ใช่เรื่องยาก....


การจัดนิทรรศการในครั้งนี้ หน้าที่ของศูนย์ออกแบบ (http://www.tcdc.or.th/) คือส่งเสริมความรู้ด้านการออกแบบให้กับนิสิต นักศึกษา ผู้ประกอบการและคนไทยให้รู้จักใช้ความคิดสร้างสรรค์ เขาจึงนำตัวอย่างวิธีคิดผลิตภัณฑ์จากประเทศต่างๆ มานำเสนอว่า "อิทธิพล" ใดที่มีผลต่อการสร้างแรงบันดาลใจให้กับนักออกแบบแต่ละชาติ อย่างเช่น มอเตอร์ไซด์ เวสป้า ของอิตาลี



หรือแม้แต่จักรยานมอลตัน ที่ถูกออกแบบให้ผู้ขับนั่งปั่นได้อย่างไม่เมื่อยก้นถึง 16,093 กิโลเมตร




แม้แต่วิทยุที่ไม่ง้อไฟฟ้า อาศัยเพียงแรงหมุนจากมือคน



การจัดนิทรรศการ นอกจากต้องคำนึงถึงเรื่องรูปทรง แสงสี และองค์ประกอบแล้ว ยังต้องมีเนื้อเรื่องที่น่าสนใจ แม้ว่าจะเป็นเพียง "เสื้อยืด" ก็ต้องทำให้ดูไม่ธรรมดา



บรรยากาศเป็นสิ่งสำคัญ การซึมซับจากความรู้สึกจากสิ่งแวดล้อม สร้างการจดจำได้มากกว่าการอ่าน ข้อความในป้ายประกาศ ไม่จำเป็นต้องมากมายจนวกวน (ข้อความสั้นๆ ยังทำให้อยากอ่านมากกว่า เนื่องจากใช้เวลาไม่มาก)



สิ่งที่คุ้นตาในอดีต เมื่อมาอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่แปลกใหม่ ก็ให้ความรู้สึกไม่เหมือนเดิมได้

กำเนิด "บาร์บี้" ซึ่งได้แนวคิดมาจากตุ๊กตากระดาษของลูกสาว..

สินค้ารับกระแสโลกร้อน
ดีไซน์เครื่องไฟฟ้า ของไทย (ในอดีต) หวังว่ายังคงจำ "ธานินทร์" ได้ ดีไซน์ไทยในปัจจุบัน

วันศุกร์ที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2553

Thailand SME Expo


เมื่อวาน (28 มค. 53) ผมได้ไปเที่ยวงาน Thailand SME Expo ที่ศูนย์ประชุมแห่งชาติ สิริกิติ์ ด้วยวัตถุประสงค์จะไปเก็บข้อมูล เพื่อนำมาประมวลบรรยายเรื่อง "โอกาสธุรกิจ" ซึ่งผมต้องมีคิวขึ้นเวทีอีกครั้งที่ มหาวิทยาลัยบูรพาในวันอาทิตย์ที่ 21 กุมภาพันธ์นี้ เพราะในงานนี้มีการบรรยาย, สัมมนา และมีที่ปรึกษาพร้อมที่จะให้คำแนะนำมากมาย.. ใครที่ยังไม่ได้ไป ลองตามผมมาชมงานจากภาพที่ไปเก็บตกมาได้เลยครับ

บอร์ดความรู้ขนาดใหญ่ มีเจ้าหน้าที่ของ สสว. คอยให้คำแนะนำ อาจจะเป็นเพราะวันแรก คนที่มาเยี่ยมชมเลยดูบางตาไปหน่อย...ผมเองก็คิดว่าทำบอร์ดใหญ่เกินความจำเป็น โดยเฉพาะทางสัญจร ถ้าคนน้อยก็จะดูโหรงเหรง และถ้าคนเยอะก็ต้องยืนอ่านกีดขวางทางเดิน เสียค่าเช่าพื้นที่แพงเกินเหตุ สู้เอามาทำ CD แจกให้ความรู้ที่เป็นประโยชน์กับ SMEs จะดีกว่า (ที่สำคัญต้องแจกให้กับคนที่ใช้ประโยชน์ได้จริงๆ)
พื้นที่แสดงนิทรรศการ อยากให้ผู้จัดงานนี้ ลองศึกษา โถงทางเข้า ศูนย์ TCDC ที่เอ็มโพเรียม ดูว่าขนาดพื้นที่เล็กๆ เขาก็ยังจัดให้มีคุณค่า น่าดูได้ ถ้าบอร์ดการศึกษาจัดแล้วไม่มีคนดู ก็รังแต่จะเกะกะ รกหูรกตาเปล่าๆ

บู๊ทจากหน่วยงานต่างๆ ที่ให้คำแนะนำแก่ผู้ประกอบการ SMEs


บู๊ทงานแสดงและจำหน่ายสินค้า ดูกร่อยๆ ไม่คึกคักเท่าที่ควร บางบู๊ทก็ว่างเปล่า บางบู๊ทก็เห็นวางแต่โบว์ชัวร์ บางบู๊ทก็มาขายแบบเสียไม่ได้ (ไม่มีการตกแต่งร้าน, ไม่มีโปรโมชั่น, ป้ายราคา) ไม่รู้ว่าผู้จัด ประชาสัมพันธ์น้อยเกินไป หรือไม่ได้มีการประชุม ระดมสมองของผู้ประกอบการฯที่เข้าร่วมงานในการวางแผนร่วมกันเชิญชวนลูกค้าของแต่ละเจ้ามาร่วมงานหรือเปล่า ยังเหลือเวลาจัดงานอยู่จนถึงวันที่ 31 มกราคม 2553 ผมเลยช่วยเชียร์ให้ไปกันอีกแรง จะไปหาความรู้ หรือไปหาไอเดียผลิตภัณฑ์ ผมเชื่อว่างานนี้มีให้อย่างแน่นอน แต่ต้องรู้จักสังเกตุกันหน่อยนะ.....

เพิ่งรู้วันนี้เองว่า "แพนเค็ก" นางเอกช่อง 7 สี ก็เป็นเจ้าของธุรกิจ ตุ๊กตาหมี!!!

เวลาผมไปเดินงานเหล่านี้ จะใช้เวลานานพอสมควร ประมาณ 2 ชั่วโมงขึ้นไป ส่วนหนึ่งคือลาดตระเวนไปรอบหนึ่งก่อน แล้วก็กลับมาสังเกตุซ้ำ หากลูกค้าเขาไม่เยอะนัก ก็จะถือโอกาสคุยกับพนักงานขาย, บางทีโชคดีก็ได้เจอกับเจ้าของ ก็อุดหนุนเขาบ้าง กลับมาถึงบ้าน จึงมีแต่ของแปลกๆ อย่างเช่น ขนมขบคิด (แทนที่จะเป็นขนมขบเคี้ยว), ขนมเปี๊ยะก้างปลาช่อน ซื้อเพราะกล่องสวย แถมเข้าใจดึงจุดแข็งตัวเองมาขาย เช่น 1 ในเมืองไทย เจ้าแรกของโลก (ตอนแรกจะซื้อขนมเค็กปลาช่อน แต่เขาไม่มีให้ชิม เลยไม่กล้าซื้อ กลัวไม่อร่อย) มะขามเกร็ดหิมะ (ผมชอบกรรมวิธีของเขา ถ้าเคยกินน้ำอ้อย จะเห็นว่าเขาใส่เครื่องปั่นแล้วเอาถ้วยกดออก แต่เจ้านี้ต้องมีพิธีมากกว่านั้นคือ ตวงน้ำมะขามใส่ 1 ใน 10 ของแก้ว จากนั้นตักเกร็ดน้ำแข็งในถังจนเกือบเต็มถ้วย ราดด้วยทอปปิ้งน้ำมะขามชนิดเข้มข้นกว่า และปิดท้ายด้วยเนื้อมะขามแช่อิ่ม...ดูเจ้าของตั้งใจมากๆ) และสุดท้ายต้องยกนิ้วให้กับ "ไปรษณีย์ไทย" ที่ทำแพคพิเศษตราไปรษณียากร 100 ปี ชาตกาล ครูเอื้อ สุนทรสนาน.....

ด้านหลัง มีราคา 180 บาท และบาร์โค๊ด แต่ที่เท่คือใช้วิธีการซ้อนของกระดาษปิดโดยไม่ใช้กาวหรือเทป



เปิดออกมามีแสตมป์ 5 ดวง (ถือเป็นจุดแข็งของไปรษณีย์ ที่ใครจะลอกเลียนแบบไม่ได้ ส่วนขวาล่างสุดเป็นที่เก็บซีดีเพลง ซึ่งออกแบบได้แนวมาก...)

ด้านหลังเป็นประวัติของ "ครูเอื้อ" และเมื่อแกะแผ่นพับที่เก็บซีดีออกมาจะเห็นรายละเอียด บ้านที่เป็นเหมือนพิพิธภัณฑ์
เมื่อพับตามแบบก็จะได้ "บ้านครูเอื้อ" เหมือนจำลองมาจากอัมพวาเลยเชียว



แพคซีดีนี้เกือบจะมีความสมบูรณ์แล้ว เสียแต่ว่ารายชื่อของเพลงที่บรรจุมาในแผ่นนั้น มีสกรีนลงบนแผ่นเพียงแห่งเดียว เมื่อนำแผ่นไปเล่นในเครื่อง คนฟังก็จะไม่สามารถรู้ได้ว่ามีเพลงอะไรอยู่ในลำดับใด ไม่สามารถจะเลือกเพลงฟังแบบเฉพาะเจาะจงได้...
ใครอยากครอบครองก็ไปซื้อได้ที่บู๊ท ไปรษณีย์ไทย ในงาน Thailand SME Expo ที่บู๊ทไปรษณีย์ไทย ที่โซน C ครับ แว่วว่ามีจำนวนจำกัดเสียด้วย

วันพฤหัสบดีที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2553

เถ้าแก่น้อย

วันพุธที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2553

ลูกรักลูกชัง

เมื่อคืน (26 มค.53) รายการ "กรรมลิขิต" ที่เสนอเป็นประจำทุกวันอังคาร เวลา 21.25 น. ตอน "ลูกรักลูกชัง" เป็นเรื่องราวชีวิตจริงของ "หลิน" ที่ทะเลาะกับแม่และหนีออกจากบ้านมากว่า 22 ปีแล้ว กรรมที่เธอทำกับแม่ไว้ (จนแม่ล้มป่วย) เริ่มวกกลับมา เมื่อลูกที่เกิดกับสามีคนแรก ก็ไม่สามารถเลี้ยงไว้ได้ ต้องยกให้คนอื่นดูแล โดยไม่มีโอกาสจะกลับไปเยี่ยมเลย ส่วนลูกคนที่สองที่เกิดกับสามีปัจจุบัน ก็ทนเธอไม่ได้หนีออกจากบ้านไปอีก
ความรักของ "แม่" นั้นยิ่งใหญ่นัก... "หลิน" เพิ่งมาสำนึกได้เมื่อตอนที่ต้องเสีย "ลูก" ไป เธอจึงเข้าใจหัวอกของ "คน" เป็นแม่
เรื่องราวของ "หลิน" เป็นอุทาหรณ์ สำหรับ คนที่เป็น "ลูก" และ "แม่"
คนที่เป็น "แม่" แม้จะรักลูกก็ต้องมีวิธีการแสดงความห่วงใย ไม่ใช้แต่ความรุนแรง ทั้งเฆี่ยนตี หรือดุด่าด้วยอารมณ์หุนหันพลันแล่น
คนที่เป็น" ลูก" ก็ควรให้ความเคารพผู้บังเกิดเกล้า เพราะต้องไม่ลืมว่า หากไม่มี "ผู้หญิง" คนนี้ ชีวิตของผู้เป็นลูกคงไม่เกิดขึ้นมา
"ความกตัญญู" รู้คุณ และทดแทนจึงถือเป็นหน้าที่ของ"บุตร"

บังเอิญอย่างยิ่งวันนี้ผมเปิดเมลก็มีเรื่องความรักของแม่ ที่แม้ไม่ใช่ "มนุษย์" เป็นเพียงสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม ที่แสดงความเข้มแข็ง ปกป้องลูก อย่างไม่หวั่นเกรงอันตราย หรือ ห่วงชีวิตของตนเอง....
อีกชุดเป็นเรื่องของลูกลิง ที่ประสบอุบัติกลางถนน และช่วงเสี้ยววินาที ที่หมาดำ (อีกแล้ว...ไม่รู้ตัวเดียวกับไอ้ตัวบนหรือเปล่า) จะเข้าขย้ำ ลิงตัวแม่ก็โดดเข้าสะกัดเต็มกำลัง จนเป็นที่สนใจของผู้ผ่านไปมาแถวนั้น (แปลกแฮะ...เรื่องนี้คนไม่อยากยุ่ง ถือว่าเป็นเรื่องของครอบครัวลิง)



คืนวันอาทิตย์ (24 มค.53) รายการเปิดโลกซอฟต์แวร์ FM 101 ได้ยินคุณชีพธรรม กับคุณพันธ์ทิตต์เล่าผ่านรายการว่าปัจจุบันมีคนที่เป็นแม่ ทิ้งลูกนับแสนคน ฟังแล้วก็เศร้าแทน....

"แม่" คนไหน ที่ยังคิดอยากจะทิ้งลูกอีก ก็ดูตัวอย่าง "กระรอก" กับ "ลิง" แล้ว ชั่งใจใหม่อีกทีว่าควร "อายสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม" เหล่านี้บ้างไหม?