วันอังคารที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

บรรจุภัณฑ์

วันที่ 20 กค. 2553 ผมมีนัดกับ อ.พันธ์ทิตต์ สิรภพธาดา และคุณวิชัย วรธานีวงศ์ ผู้ดำเนินรายการ CEO VISION FM 96.5 อสมท. ช่วง 9 โมงเช้า เพื่อให้สัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ เกี่ยวกับเรื่อง "บรรจุภัณฑ์" ผมขอสรุปสาระที่เราสามคนคุยกันออกอากาศในช่วงยี่สิบนาทีดังนี้....


บรรจุภัณฑ์เป็นสิ่งสำคัญในการขายสินค้า เพราะเป็น “ด่านแรก” ที่ผู้ซื้อจะพบเห็นก่อน

มีผู้เปรียบบรรจุภัณฑ์เหมือน “พนักงานขายใบ้” เนื่องจากหากออกแบบบรรจุภัณฑ์ด้วยภาพ ตัวอักษรและสีสันที่ดึงดูดใจแล้ว ก็จะมีส่วนเชิญชวนให้ลูกค้าอยากได้และซื้อสินค้านั้น (ในอนาคตบรรจุภัณฑ์สินค้าจะมีการส่งเสียงเหมือนที่เราเห็นในหนังฮอลลีวู้ดเรื่อง Minority Report ถึงเวลานั้น บรรจุภัณฑ์ก็จะไม่ใช่พนักงานใบ้อีกต่อไป)


หัวใจ สำคัญในการออกแบบบรรจุภัณฑ์ แบ่งออกเป็น 4 ส่วนดังนี้คือ

1. ความเอาใจใส่ : ผู้ขายควรมุ่งเน้นในเรื่องการพัฒนาสินค้าเพื่อช่วยแก้ปัญหาให้กับลูกค้า ข้อความที่บรรจุหน้ากล่อง จึงต้องสะท้อนสิ่งเหล่านั้นออกมาอย่างเด่นชัด

2. ความน่าสนใจ : การใส่ข้อความหรือรูปภาพประกอบใดๆ ควรต้องตอบโจทย์ว่า “สิ่งเหล่านั้น” เมื่อติดเข้าไปแล้วก่อให้เกิดความน่าสนใจหรือไม่ ? (กล่องสินค้าขนมจึงจำต้องมีตัวการ์ตูนประกอบเพื่อสร้างความน่าสนใจให้กับเด็กๆ)

3. กลุ่มเป้าหมาย การระบุว่าสินค้านั้นเหมาะสำหรับผู้ใช้ประเภทใด กลุ่มใด จะเป็นส่วนหนึ่งซึ่งช่วยกระตุ้นให้ผู้ใช้บางกลุ่มที่ยังไม่รู้จักสินค้านี้ลองใช้ สิ่งสำคัญก็คือต้องมีข้อมูลรองรับอย่างน่าเชื่อถือ

4. ซื้อได้ทันที การปันพื้นที่ส่วนหนึ่งในบรรจุภัณฑ์ ใส่หมายเลขโทรศัพท์เพื่อรับฟังข้อมูลจากผู้ซื้อ หรือเป็นศูนย์จำหน่ายสินค้า ก็เป็นอีกช่องทางจัดจำหน่ายในการอำนวยความสะดวกให้กับผู้บริโภค


อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมเรื่องข้อมูลบรรจุภัณฑ์ได้ที่นี่


ดูตัวอย่างเทคโนโลยีสุดล้ำของอนาคตจากโฆษณาภาพยนตร์ Minority Report ได้ที่นี่

TopOtop

กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม (กสอ.) จับมือเอกชนจุดประกายโอทอปไทยตื่นตัวอีกครั้ง!! ผุดโปรเจค “พัฒนาการผลิตผลิตภัณฑ์เพื่อรองรับคำสั่งซื้อ” หรือ “TOPOTOP” โดยเลือกเฟ้นผลิตภัณฑ์ดาวเด่นจากทุกภูมิภาค เดินหน้ายกเครื่องสินค้าชุมชนไทยให้โดนใจตลาดโลก ด้าน “เอ็ม แซด ดี” บริษัทผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบและพัฒนาผลิตภัณฑ์ระดับโลกและที่ปรึกษา โครงการฯ ระดมนักการตลาดต่างประเทศและดีไซเนอร์ชั้นแนวหน้าร่วมพัฒนารูปแบบสินค้าและ บรรจุภัณฑ์ มุ่งยกระดับคุณภาพและมาตรฐานสู่สากล พร้อมเล็งดันแบรนด์ “TOPOTOP” ติดตลาดโลกในอนาคต
นายอาทิตย์ วุฒิคะโร อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า หลังจากที่กลุ่มวิสาหกิจชุมชนของไทยได้ผลิตสินค้าตามโครงการหนึ่งตำบลหนึ่ง ผลิตภัณฑ์หรือโอทอป (OTOP) ขึ้น แต่เนื่องจากที่ผ่านมาการผลิตสินค้ายังมีจุดอ่อนและข้อจำกัด ทั้งในส่วนของกลุ่มผู้ประกอบการเองที่ไร้ทิศทางต่างคนต่างทำ รูปแบบผลิตภัณฑ์และบรรจุภัณฑ์ไม่ได้มาตรฐานและไม่โดดเด่นเพียงพอที่จะดึงดูด ความสนใจของผู้ซื้อ ด้วยเหตุนี้เอง “กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม” จำเป็นต้องแก้ไขอย่างเร่งด่วนด้วยการสร้างแรงจูงใจในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ OTOP ให้มีคุณภาพ ยกระดับคุณภาพและมาตรฐานของผลิตภัณฑ์ให้เป็นที่ยอมรับและน่าเชื่อถือเพื่อ การส่งออกได้ในอนาคต

ทั้งนี้ กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม จึงได้ริเริ่ม “โครงการพัฒนาการผลิตผลิตภัณฑ์เพื่อรองรับคำสั่งซื้อ (TOPOTOP)” ขึ้น เพื่อส่งเสริมวิสาหกิจชุมชนให้มีศักยภาพในการผลิตและการแข่งขัน และมีช่องทางการจำหน่ายสินค้าให้มากขึ้น รวมทั้งมีการเปิดเวทีให้ผู้ซื้อพบผู้ผลิตโดยตรง และเรายังได้เลือก บริษัท เอ็มแซดดี จำกัด ให้เป็นที่ปรึกษาฯ และเป็นผู้ดำเนินการโครงการดังกล่าว สำหรับ โครงการ “TOPOTOP” มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาทักษะในการผลิตสินค้าให้เป็นที่ยอมรับ และเกิดความมั่นใจในมาตรฐานสินค้า รวมทั้งให้เกิดองค์ความรู้ (KNOW HOW) ในการผลิตแบบบูรณาการ ซึ่งกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม จะเป็นผู้คัดเลือกผู้ผลิตสินค้าชุมชนจากทั่วประเทศเข้าร่วมโครงการฯประมาณ 100 ราย จากผู้ผลิตสินค้า 5 กลุ่ม คือ
1. ผ้าและเครื่องแต่งกาย
2. ของใช้ของประดับตกแต่งและของที่ระลึก
3. อาหาร
4. เครื่องดื่ม และ
5. สมุนไพรที่ไม่ใช่อาหาร

“ผู้ผลิตสินค้าที่จะได้รับการพิจารณาเข้าร่วมโครงการเป็นพิเศษ คือ กลุ่มที่มีความพร้อมด้านกำลังการผลิตและได้รับมาตรฐานผลิตภัณฑ์ (มผช. , อย.) มาตรฐานระบบการบริหารจัดการวิสาหกิจชุมชน (มจก.) กลุ่มโอทอปที่ผ่านขบวนการคัดเลือกเพื่อการพัฒนาสู่ตลาด (OTOP SELECT) ของกระทรวงพาณิชย์ที่ได้คัดเลือกไว้ในปี 2550-2552 โดยกรมฯจะตั้งศูนย์โครงการดังกล่าวขึ้นทั้ง 4 ภูมิภาค คือ ภาคเหนือที่เชียงใหม่ ภาคอีสานที่ขอนแก่น ภาคใต้ที่สงขลา และศูนย์ประสานงานส่วนกลางที่กรุงเทพฯ โดยคาดหวังความสำเร็จของโครงการฯ จะเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจชุมชน และสร้างรายได้ให้กับกลุ่มรากหญ้าตามนโยบายของรัฐบาลและกระทรวงอุตสาหกรรม ซึ่งคาดว่าน่าจะมีเม็ดเงินสะพัดเพิ่มขึ้นไม่น้อยกว่า 20-30% จากฐานรายได้เดิม” อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม กล่าว

ขณะที่ ดร.สุกิต เอื้อมหเจริญ หัวหน้าทีมบริหารธุรกิจการตลาด การพัฒนาผลิตภัณฑ์ บริษัท เอ็มแซดดี จำกัด ที่ปรึกษาโครงการ TOPOTOP เปิดเผยถึงการเข้าร่วมพัฒนาโครงการดังกล่าวว่า เป็นความภูมิใจของบริษัทฯ ที่จะมีส่วนในการพัฒนาสินค้าชุมชนของไทยให้ก้าวสู่ระดับโลก โดยจะดึงศักยภาพของสินค้าไทยให้ก้าวสู่ระดับสากลอย่างเหมาะสม รวมทั้งมีการเชื่อมโยงกับพันธมิตรต่างประเทศเพื่อเปิดเวทีใหม่ๆ ให้ผลงานของสินค้าไทยก้าวขึ้นเทียบชั้นระดับโลก และแผนขั้นต่อไปคือ การสร้างแรงบันดาลใจให้ผู้ผลิต OTOP กล้าที่จะสร้างสรรค์ผลงานด้วยคุณภาพระดับโลก เพื่อก้าวเข้าสู่ระดับสากลต่อไปเช่นกัน

ดร.สุกิต กล่าวว่า สำหรับการดำเนินงานนั้นจะเริ่มด้วยการสำรวจความต้องการของผู้ซื้อและความ ต้องการของตลาดในระดับต่างๆ แล้วนำข้อมูลดังกล่าวมาทำ DATA BASE เพื่อวางแผนในการดำเนินงานให้กับผู้ผลิตสินค้าของไทย โดยบริษัทฯ จะมีเจ้าหน้าที่ให้คำปรึกษาแบบครบวงจร รวมทั้งให้บริการแบบ On-The-Job Training ในเรื่องของการพัฒนาการผลิต การบริหารจัดการ การพัฒนาคุณภาพมาตรฐาน การพัฒนารูปแบบผลิตภัณฑ์และบรรจุภัณฑ์ และการพัฒนาตลาดทุกระบบ โดยผู้ผลิตสามารถนำไปปฏิบัติใช้ได้จริงระหว่างดำเนินการในโครงการและหลังจบ โครงการ

ดร.สุกิต เสริมอีกว่า “ในช่วงที่ผ่านมา บริษัทฯ ได้ร่วมงานกับกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม ในโครงการบูรณาการอุตสาหกรรมด้วยนวัตกรรม หรือ ทริบเปิ้ลไอ (III – Industry Integration by Innovation) มาครั้งหนึ่งแล้ว และครั้งนี้บริษัทฯ ก็ได้รับความไว้วางใจอีกครั้ง โดยเรามีทีมงานที่จะผลักดันให้โครงการ TOPOTOP เป็นรูปธรรม โดยเฉพาะคุณมาซิโม ซุคคิ (Massimo Zucchi) นักออกแบบระดับโลกจากประเทศอิตาลี เป็นผู้คร่ำหวอดในแวดวงดีไซน์กว่า 30 ปี และสร้างผลงานการออกแบบหลากหลายด้าน นับตั้งแต่งานออกแบบด้านสถาปัตยกรรม เครื่องประดับ นาฬิกา สินค้ามูลค้าสูงต่างๆ ที่จะร่วมมือกับทีมบริหารด้านการออกแบบ การตลาดของไทยและนานาชาติ ที่จะผลักดันให้สินค้าจากประเทศไทย ก้าวสู่ระดับโลกได้อย่างแน่นอน”


คุณชยุตม์ อัศรัสกร หัวหน้าทีมบริหารโครงการและกรรมการผู้จัดการ เอ็มแซดดี ได้กล่าวเสริมว่า อย่างไรก็ตาม ในการบุกตลาดโลกนั้น แบรนด์หรือตราสินค้าก็เป็นสิ่งสำคัญ สินค้า OTOP ของไทยที่จะได้รับการพัฒนาและขายไปยังต่างประเทศนั้น จะยังคงให้ใช้ตราสินค้าของผู้ผลิตเดิมอยู่ แต่จะมีการปรับเปลี่ยนโลโก้รูปแบบที่มีความทันสมัยและเหมาะสมกับแต่ละตลาด ให้ดีขึ้น ซึ่งในอนาคตต่อไปเราจะผลักดันตรา “TOPOTOP” ให้เป็นที่รู้จักและเข้าใจในกลุ่มผู้ซื้อถึงคุณภาพและรูปแบบที่ผ่านการพัฒนา ในระดับสูง โดยลูกเล่น Gimmick อยู่ในคำของตรานี้คือ คำว่า “TO PO” ซึ่งหมายถึง TO PURCHASE ORDER (การสั่งซื้อ) และตามด้วยคำว่า OTOP มาผสมลงไป ซึ่งหมายถึง การสั่งซื้อผลิตภัณฑ์สินค้า OTOP โดยถือเป็นเป้าหมายของโครงการนี้นั่นเอง

ผู้ประกอบการที่สนใจเข้าร่วมโครงการนี้ สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่คุณพร ทิพย์, คุณฝ้าย โทรศัพท์ 02-681-2810 หรือคลิกที่นี่

วันศุกร์ที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2553

อบรมสร้างเว็บ

คุณจำเนียร จากราชบุรี โทรศัพท์มาสอบถามถึงเรื่องการอบรมฯ ซึ่งผมไม่ได้จัดนานแล้ว เนื่องจากติดภาระกิจต้องออกไปบรรยายให้กับหน่วยงานภายนอกติดๆ กัน โดยเฉพาะเดือนกรกฏาคม ได้รับคำชวนจาก ดร.สุเทพ ให้ร่วมบรรยายเรื่องความรู้ด้านการตลาดยุคใหม่ให้ผู้เข้าอบรมโครงการเสริมสร้างผู้ประกอบการใหม่ ของมหาวิทยาลัยรามคำแหง



เดือนสิงหาคม ยังได้รับเกียรติจาก ดร.วุฒิชาติ อีกเช่นเคย ให้ไปสอนเรื่องอีคอมเมิร์ชเป็นครั้งที่สองให้ นศ.ปริญญาโท ที่มหาวิทยาลัยบูรพา ซึ่งปีที่แล้ว ปรากฏว่าตื่นตัวกันมาก และมีข่าวลง หนังสือพิมพ์ด้วย

ถ้านับชั่วโมงการสอนอาจจะดูไม่มากนัก แต่การเตรียมสไลด์, หลักสูตรที่จะบรรยายนี่ต้องนับว่าเป็นกิจกรรมต้องใช้เวลามาก ยกตัวอย่างเมื่อวันพุธที่ 16 มิถุนายนที่ผ่านมา แค่นั่งเรียบเรียงสไลด์ที่จะใช้สอนวันที่ 8 กรกฏาคม 2553 ที่มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย 3 ชั่วโมง ปรากฏว่าใช้เวลาจัดทำไปสามชั่วโมงเต็มเหมือนกัน ตั้งแต่เวลาบ่ายสองโมงถึงห้าโมงเย็นเศษๆ

เวลาทำสไลด์พวกนี้ก็นั่งนึกถึงผู้เข้าอบรมว่าเขาควรจะรู้เรื่องเกี่ยวกับอะไร, การเรียงลำดับความสำคัญก่อนหลัง, การนำเสนอแบบง่ายๆ แต่ต้องแฝงด้วยความน่าสนใจ, การคิดกิจกรรมกันคนฟังง่วง, การอนุมานว่าคนฟังเขาจะถามเรื่องอะไร ก็ต้องเตรียมคำตอบไปก่อน โดยเฉพาะการยกตัวอย่าง หากรู้พื้นฐานคนฟังก็สามารถยกเรื่องที่เป็นบริบทใกล้ตัวพวกเขามาอธิบายก็จะได้ประโยชน์กว่า

พอคุณจำเนียรโทรศัพท์มา ผมก็เลยคิดว่ายังมีผู้สนใจเรื่องอีคอมเมิร์ชอีกหลายท่านที่ไม่ได้เข้าไปอบรมกับกลุ่ม หรือเรียนปริญญาโทจากสถาบันดังกล่าว จึงดูเป็นการจำกัดโอกาสเกินไป ที่อุตส่าห์ทำสื่อการสอนตั้งมากมาย แต่ใช้ประโยชน์ได้เฉพาะกลุ่ม ก็เลยจะจัดอบรมขึ้นที่ศูนย์อีคอมเมิร์ช พระราม 9 อีกครั้งในวันเสาร์ที่ 17 กรกฏาคม 2553

การบรรยายครั้งนี้จะเน้น 3 เรื่องคือการสร้างแนวคิดธุรกิจ การวิเคราะห์ตลาด, จุดอ่อนจุดแข็ง เป็นเรื่องแรก ให้รู้เสียก่อนว่าจะเอาอะไรมาขาย, ขายให้กับใคร, อย่างไร ? เรื่องที่สองก็คือเรื่องการสร้างเว็บไซต์ ซึ่งหลังจากตกตะกอนความคิดจากเรื่องแรกแล้วก็นำมาเรียบเรียง ว่าต้องเขียนข้อมูลอย่างไรให้โดนใจกลุ่มเป้าหมาย ส่วนช่วงสุดท้ายก็จะเป็นการประชาสัมพันธ์เว็บ เมื่อเปิดร้านก็ต้องหาวิธีบอกลูกค้าให้เข้าไปใช้บริการ งานนี้ผู้เรียนควรมีโน๊ตบุ๊คเพื่อจะได้ลงมือปฏิบัติจริง เหมือนที่เขาว่า "สิบรู้ไม่เท่าลงมือทำ"

เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพการสอน งานนี้ผมจึงไม่ได้รับคนมาก ขอเฉพาะ 5 ท่านเท่านั้น ใครชำระค่าเรียน 1,000 บาท ก่อนก็มีสิทธิก่อน และพิเศษสุดสำหรับผู้เข้าอบรมครั้งนี้นอกจากจะได้รับความรู้, อาหารว่างและอาหารกลางวันแล้ว ยังได้หนังสือ "เมื่อ SMEs จะมีเว็บไซต์" ซึ่งผมเขียนขึ้นเป็นอภินันทนาการอีกด้วย ผู้สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดได้ที่ 084-140-6000

สำหรับหมายเลขบัญชีธนาคารที่ท่านสามารถโอนเงินสำรองที่นั่งสัมมนาครั้งนี้ได้ คือ
1. บัญชีธนาคารกรุงเทพ 211-068234-7 ชื่อบัญชี สิทธิเดช ลีมัคเดช
2. บัญชีธนาคารกสิกรไทย 049-2-10416-9 ชื่อบัญชี สิทธิเดช ลีมัคเดช
3. บัญชีธนาคารไทยพาณิชย์ 240-200195-5 ชื่อบัญชี สิทธิเดช ลีมัคเดช
เมื่อโอนแล้วกรุณาเก็บใบนำฝากเป็นหลักฐาน เพื่อนำมาแลกหนังสือ พร้อมโทรแจ้งชื่อได้ที่ 084-140-6000







แผนที่ ศูนย์พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ พระราม 9 (ใกล้สถานีรถไฟฟ้าใต้ดินพระราม 9)

วันศุกร์ที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2553

ต้นไม้ที่อาจารย์ปลูกไว้ที่บ้านผมออกดอกออกผลแล้วครับ

เรียน อ.สิทธิเดช ที่เคารพ
เกือบท้อ แล้วถอยแล้วครับ ประโยคนี้หลายคนคงเป็นเหมือนกันในยุคปัจจุบัน และแล้วหลังจากฝ่าฟันปัญหาต่างๆ ความสำเร็จไม่ได้มาง่ายๆ จริงๆ สำหรับคนไม่มีทุนอย่างเราๆท่านๆ ทั้งหลาย

2 ปีก่อนผมยังมึนๆงงๆ อยู่เลย ว่าชีวิตจะดำเนินไปทางไหน ในเมื่อโอกาสหาได้ยากจริงๆ ในปัจจุบัน การแข่งขันสูง เจอขาใหญ่ เส้นสาย ก็ต้องถอยมาตั้งหลักใหม่ แต่แล้วอาจารย์ก็มอบอาวุธใหม่ให้ผม ได้ใช้ไปต่อสู้กับคู่แข่งทางการค้า กระบอกเสียงใหญ่ที่สามารถประกาศไปไกลได้ทั่วโลก

สินค้าของผมดูบ้านๆ ข้าวหลาม ขนมจาก ตอนนี้ส่งออกไปประเทศสหรัฐอเมริกาแล้วครับ ส่วนหนึ่งต้องยกประโยชน์ให้อาจารย์ ที่สอนความรู้ต่างๆจนผมสามารถมีโอกาสได้ติดต่อทำการค้ากับคู่ค้าต่างประเทศ ย้อนไปวันนั้นที่ผมเดินดุ่ยๆอยู่ในร้านหนังสือ แล้วไปเห็นหนังสือของอาจารย์เข้า คงเป็นเพราะความรู้สิ่งใหม่ๆ ทันยุคทันสมัย ทำให้ผมมีโอกาสในวันนี้ ถึงแม้วันนี้ผมมองว่ามันเป็นเพียงสิ่งเริ่มต้น แต่ก็ยังมองเห็นแสงไฟในอนาคต ขอบคุณครับสำหรับความรู้ดีๆ ที่ถ่ายทอดให้ และทำให้ผมรู้จักคำๆนี้ คำที่ผมไม่เคยรู้จักมาก่อน E-Commerceสบายดีนะครับ
ด้วยความเคารพอย่างสูง
พงศกร เกลื่อนวัน NEC 2550
++++++++++++++++++++++++++++++++
ดีใจมากครับที่ได้รับอีเมลนี้ ผมเองก็เช่นกัน ใครต่อใครมักคิดว่าเว็บไซต์เป็นตัวเสริมอยู่เรื่อย เลยไม่ค่อยได้ให้ความสนใจอย่างจริงจัง ผมว่ามันต้องทุ่มเท แล้วรู้ กลุ่มเป้าหมาย ทิศทางที่จะไป แม้ต้องใช้เวลาบ้าง ก็ต้องมีความเพียร ผมดีใจนะครับที่มีคนสำเร็จเป็นตัวอย่าง แหมถ้าอีเมลมาเร็วกว่านี้สองวัน ผมเพิ่งไปพูดผ่านรายการ ASTV จะได้เอาตัวอย่างนี้เป็นกรณีศึกษา แต่ไม่เป็นไร ขออนุญาติคัดลอกไปลงในเว็บไซต์นะครับ และขอให้คุณพงศกร ประสบความสำเร็จยิ่งๆ ขึ้นไป ขออนุญาติฟอร์เวิล์ดเมลนี้ให้ซีเอ็ด, ให้มหาวิทยาลัยบูรพา ร่วมปลื้มด้วย
++++++++++++++++++++++++++++++++
"อีคอมเมิร์ช" ไม่ใช่จะสำเร็จได้ชั่วข้ามคืนนะครับ
คุณพงศกร เคยอีเมลมารายงานความสำเร็จแรก ตั้งแต่ตุลาคม 2552

เรียน อ.สิทธิเดช ที่เคารพ

หนังสือพิมพ์เดลินิวส์ฉบับวันจันทร์ที่ 26 ตุลาคม 2552 มีการกล่าวถึงอาจารย์ด้วยครับคอลัม ช๊อปฉลาด ตลาดอัจริยะ
ขอบคุณมา ณ ที่นี้ด้วยครับ

วันพุธที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2553

รายการ i-innovation

วันนี้ 9 มิถุนายน 2553 เวลา 13.30 น. ผมได้รับชวนจากคุณเอ๋ (ฟาริดา) ให้ไปออกรายการ I-Innovation ทางช่องเถ้าแก่ โดยอยากจะให้มาคุยเรื่องของอีคอมเมิร์ช ว่าขณะนี้กำลังทำอะไร แล้วแนวโน้มพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ไทยจะไปทางไหน ? เทปรายการนี้จะออกอากาศในวันเสาร์ที่ 19 มิถุนายน 2553
คำถามแรกคุณเอ๋ ได้สอบถามผมว่าตอนนี้ทำอะไรอยู่ ซึ่งผมก็ได้เล่าว่ากำลังทำศูนย์พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ โดยเล่าที่มาให้ฟังว่า "ศูนย์พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์" เป็นโครงการที่ผมเคยจัดตั้งครั้งแรกขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2545 ตอนนั้นเป็นยุคที่อีคอมเมิร์ชกำลังเข้ามาบูมในเมืองไทย และเกิดปรากฏการณ์ปลาทูออนไลน์ทำเว็บไซต์แล้วประสบความสำเร็จ มีผู้ประกอบการไทยจำนวนมากสนใจที่จะทำเว็บไซต์ แต่ส่วนใหญ่กลับไม่ประสบความสำเร็จ

เราพบว่าสาเหตุส่วนใหญ่เกิดจากความไม่น่าเชื่อถือและไม่เห็นสินค้าจริง เคยมีผู้ประกอบการขายผ้าบาติก ขายไปต่างประเทศ ปรากฏว่าผู้ซื้อติดต่อกลับมาว่าจะซื้อล็อตใหญ่อยากจะมาดูโชว์รูมและโรงงาน ซึ่งตนก็ไม่มีสถานที่ต้องใช้วิธีนัดพบกันตามล็อบบี้โรงแรม หรือผู้ที่ดูผลิตภัณฑ์ในเว็บแล้ว ต้องการซื้อแต่ไม่แน่ใจว่าโอนเงินไปแล้วจะได้ของหรือเปล่า ก็อยากจะมาเห็นสินค้าของจริงแล้วรับกลับไปเลย ผมก็เลยคิดว่าน่าจะมี “สถานที่” หนึ่งช่วยแก้ปัญหาในระยะเริ่มต้นของอีคอมเมิร์ชไทย ก็เลือกที่ศูนย์ศึกษาสาทรธานี เพราะมีรถไฟฟ้าผ่าน น่าจะเดินทางสะดวก ทำได้สักหนึ่งปี ก็หมดสัญญากับมหาวิทยาลัยรังสิต ประกอบกับผมเองช่วงนั้นก็มีงานสอน งานบรรยายตามมหาวิทยาลัยต่างๆ เยอะมากเลยต้องยุบไป พอปีพ.ศ. 2548 ไปสอนมหาวิทยาลัยนเรศวร ให้นิสิตช่วยกันทำกรณีศึกษากล้วยตากมาขายบนโลกออนไลน์ใช้ชื่อแบรนด์ว่า Banana Click ก็ปรากฏว่าตลาดตอบรับดีมาก หลายคนถามถึงสถานที่ชิม เลยจำเป็นต้องหาตึกกลางใจเมืองเพื่อมาแก้ปัญหานี้ ปรากฏว่าพอซื้อตึกได้แล้ว กล้วยหมด ก็เลยคิดว่าจะเอาพื้นที่นี้มาใช้ประโยชน์พัฒนาให้เป็นศูนย์พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ใหม่ โดยมีวัตถุประสงค์เบื้องต้นต่อไปนี้


1. เป็นศูนย์เรียนรู้เรื่องการเริ่มต้นธุรกิจ, การทำพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์, การนำประโยชน์ของอินเทอร์เน็ตมาใช้เพื่อพัฒนาธุรกิจ (E-Business)

2. เป็นสถานที่แสดง และจัดจำหน่ายสินค้า จากเว็บไซต์ต่างๆ

3. จัดอบรมหลักสูตรต่างๆ เกี่ยวกับการใช้เทคโนโลยีเพื่อธุรกิจ เช่น พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์เบื้องต้น, การพัฒนาเว็บไซต์, การเขียนข่าวประชาสัมพันธ์, การสร้างโอกาสธุรกิจบนโลกออนไลน์

4. เป็นสถานที่ให้เช่าเพื่อประชุมกลุ่มธุรกิจ, การใช้คอมพิวเตอร์เพื่ออบรมกลุ่มย่อย5. เป็นสถานที่แลกเปลี่ยนความรู้ ในเรื่องต่างๆ ของผู้ประกอบการธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ตัวอย่าง เช่น ผู้ประกอบการเฟอร์นิเจอร์ท่านหนึ่งมาขอคำแนะนำเรื่องการออกแบบ ชุดโต๊ะเก้าอี้เพื่อใช้ในสถานที่มีพื้นที่จำกัด จึงเกิดเป็นผลิตภัณฑ์ Tab-Share ซึ่งสามารถยกเก้าอี้ซ้อนบนโต๊ะเมื่อไม่ใช้แล้วได้ วิธีนี้จะทำให้ประหยัดพื้นที่ และทำความสะอาดพื้นได้ง่ายสะดวกยิ่งขึ้น

คุณเอ๋ ถามต่อว่า เปิดอบรมหลักสูตรอะไรบ้าง ซึ่งผมอธิบายว่า หลักสูตรส่วนใหญ่จะเน้นสำหรับผู้เริ่มต้น ใช้เว็บไซต์เป็นช่องทางจัดจำหน่าย หรือเสริมช่องทางการค้าที่มีอยู่เดิม เช่น การใช้บล็อกสร้างเว็บ, การส่งอีเมล, การโพสต์กระทู้ หรือการเขียนข่าวประชาสัมพันธ์ ซึ่งบางครั้งก็ต้องมาพิจารณาผลิตภัณฑ์ของผู้เข้าอบรมด้วยว่ามีความเหมาะสมหรือไม่ ? เพราะอีคอมเมิร์ช ถือเป็นเพียงช่องทางจัดจำหน่ายหรือส่วนหนึ่งของการตลาดเท่านั้น ยังต้องมีเรื่องสินค้า, การตั้งราคา และกลยุทธ์ส่งเสริมการขาย
ก่อนทิ้งท้ายในวันนั้น คุณเอ๋ได้ขอทราบมุมมองเกี่ยวกับแนวโน้มของธุรกิจอี-คอมเมิร์ซในไทย ผมยังยืนยันว่ามีโอกาสเติบโตขึ้นเรื่อยๆ ทั้งพฤติกรรมของกลุ่มเป้าหมาย จะเห็นได้ว่ามีผู้ใช้อินเทอร์เน็ตเพิ่มมากขึ้น ประกอบกับการพัฒนาเทคโนโลยีที่ทำให้อินเทอร์เน็ตมีราคาถูกลง ไม่ว่าจะเป็นเครื่องคอมพิวเตอร์ หรือซอฟต์แวร์ต่างๆ ที่ใช้งานได้ง่ายมากขึ้น โดยไม่จำเป็นต้องมีความรู้ด้านภาษาคอมพิวเตอร์
ปิดท้ายของคำถาม ว่าสรุปแล้ว สถานการณ์การแข่งขันในตลาดอี-คอมเมิร์ซเป็นอย่างไร ซึ่งผมก็ตอบว่าเรื่องของการค้าออนไลน์ ต้องไม่มองเป็นตัวสำรอง หรือของแถมอีกต่อไป ผู้ประกอบการต้องใส่ใจ ศึกษาตั้งใจอย่างจริงจังตอนนี้จะเห็นว่าเกือบทุกธุรกิจต้องมีเว็บไซต์ แม้แต่ขายน้ำปลา เพราะเวลาที่ลูกค้าหาสินค้าบางครั้งเขาเข้าไปเสิร์ชหาในเว็บกูเกิล ถ้าเราไม่เอาธุรกิจเข้าไปอยู่ในอินเทอร์เน็ต เราก็จะพลาดลูกค้ากลุ่มนี้ไป หากถามว่าสถานการณ์การแข่งขันรุนแรงไหม ก็ตอบว่ามีเพิ่มขึ้นอยู่ตลอดเวลา แต่โลกออนไลน์มันกว้างมาก ถ้าขายในประเทศไม่ไหว ก็ลองฝึกภาษาต่างประเทศ ขายแบบส่งออกไปเลย ประเทศไทยยังมีแหล่งทรัพยากร มีงานฝีมือที่ดีเพียงแต่ต้องเพิ่มมูลค่าเรื่องของงานออกแบบทั้งผลิตภัณฑ์, บรรจุภัณฑ์ แล้วก็ใส่เรื่องราว (Story Telling) เข้าไป สินค้าไทยก็จะได้รับการยอมรับมากขึ้น

สภาพห้อง และบรรยากาศการบรรยาย กลุ่มย่อย ซึ่งสามารถตอบสนองความต้องการของผู้เข้าอบรมได้ดีกว่าอภิปรายกลุ่มใหญ่ ซึ่งผู้ฟังมีพื้นฐานแตกต่างกันอยู่มาก