ต้น เลกาซี่ ที่ประธานNEC รุ่น 4 จะเร ค้ำจุนให้ผมมาตั้งแต่ปีที่แล้ว เริ่มแตกกอ กระถางเดิมชักแน่น เลยอยากจะทำการแยกกอออกมา แต่ไม่รู้ว่าจะทำอย่างไร เลยอีเมลไปถามทั้งผู้ให้กับผู้อยู่ในเหตุการณ์ส่งมอบวันนั้น คือคุณปุ๊ก กับพี่กร ปรากฏว่าคุณปุ๊ก ซึ่งกลายเป็นแม่ค้าอโกมีน่า ออนไลน์ไปแล้ว ส่งอีเมลแนะนำมาว่า....ซื้อกระถางก่อนนะคะ แล้วก็จับมันแยกออกจากกอเดิม อาจใช้มีดตัดให้มันมีรากติดสักเล็กน้อย (5-6 เส้น)
ถ้าต้องการดินปุ๊กจะส่งไปให้ค่ะเพราะปกติปุ๊กส่งไปรษณีย์ให้ลูกค้าทุกสัปดาห์อยู่แล้ว กลายเป็นว่าตอนนี้ปุ๊กมีรายได้จากขายต้นไม้อีกทางหนึ่งโดยไม่ได้ตั้งใจ ยังนึกขอบคุณอาจารย์ที่ช่วยให้ความรู้ด้วยค่ะ นี่ขนาดยังไม่ได้ศึกษาเรื่องทำบล็อคจริงจังเลย (ยังทำไม่ได้เต็มศักยภาพของ blogspot ) แต่มันก็เริ่มเห็นผล ทำให้คิดว่าทุกสิ่งทุกอย่างสำคัญที่สุดคือ "ลงมือทำ"
learning by doing แล้วก็ค่อยๆ ปรับปรุงแก้ไขไปใช่ไหมคะ
ขอบคุณอาจารย์ที่ยังคงตอบอีเมลและให้คำแนะนำที่ดีเสมอมาค่ะ (และหวังว่าจะมีตลอดไป)
ไม่ต้องเลี้ยงข้าวปุ๊กหรอก เอาแค่พิซซ่าอะไรนะแถวบ้านอาจารย์น่ะ ที่ติดไว้ตั้งแต่ปีที่แล้วก็พอ (นี่ขนาดไดเอทนะ ยังตะกละขนาดนี้)
ขอให้อาจารย์มีความสุขกับการทำงานและชีวิต จะได้อยู่เป็นมิ่งขวัญและที่ปรึกษาหนูอีกนานๆ 5555
+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++
อ่านอีเมลของคุณปุ๊ก ตรง "ลงมือทำ" แล้วช่างบังเอิญกับ ปัญหาที่คนญี่ปุ่นมักตั้งถามกัน...
มีกบสามตัวอยู่บนใบบัว กบตัวหนึ่ง "ตัดสินใจ" กระโดดลงน้ำ จะมีกบเหลือบนใบบัวกี่ตัว
ส่วนใหญ่มักตอบสอง เพราะคิดว่าโดดไปแล้วหนึ่ง
แต่ในความจริง กบตัวนั้นเพียงแค่ "ตัดสินใจ" ครับ ยังไม่ได้ปฏิบัติหรือลงมือกระทำ คำตอบที่ถูกต้องจึงเท่ากับสามเหมือนเดิม
+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++
การคิด กับการลงมือทำจึงให้ผลลัพท์ที่ไม่เหมือนกัน
แต่การทำก่อนคิดก็อาจทำให้ผลงานบกพร่องเพราะขาดการวางแผนที่รอบคอบ
แต่ "การคิด" อย่างเดียว ไม่เกิด "รูปธรรม" อย่างแน่นอน
บางทีการคิดไปทำไปอาจเป็น "ทางออก" ที่ดีของปัญหานี้...
+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++
ผมเองสอนคนทำเว็บบล็อกมาก็หลายคราว เพราะคิดว่าการทำเว็บไซต์ด้วยบล็อกนั้นมีขั้นตอนไม่ยุ่งยากมาก ที่สำคัญใช้เวลาไม่กี่นาที ถ้าลงมือทำจริงๆ เว็บไซต์ก็จะเกิดขึ้นทันตาเห็น
แต่การที่จะทำเว็บไซต์ให้ประสบความสำเร็จนั้น ยังต้องมีองค์ประกอบมากมาย เช่นการรู้จักลูกค้า, รู้จักสินค้า, รู้วิธีการนำเสนอ, รู้วิธีการจัดกิจกรรมส่งเสริมการขาย, ซึ่งปัจจัยเหล่านี้ต้องคิดแล้วลงมือทำอยู่ตลอดเวลา ผลลัพท์ที่ออกมาก็นำมาประเมินเพื่อการปรับปรุง เช่นมีบางเว็บไซต์ที่ขายของดีไซน์ แล้วใช้วิธีลดราคาตามทฤษฏี ปรากฏว่าลูกค้าก็ไม่ได้เพิ่มขึ้นอย่างที่คิด หนำซ้ำยังทำให้ "คุณค่า" ของผลิตภัณฑ์ลดลงอีกด้วยซ้ำ
มีผู้สนใจที่ "คิด" จะเรียนเว็บบล็อกหลายคนครับ แต่ยังติดขัดเรื่องเวลา ข้อดีของคนเหล่านี้ก็คือยังมี "ความตั้งใจ" พยายามโทรศัพท์มาถามผมว่าจะจัดสัมมนาอบรมอีกเมื่อไร ? ซึ่งผมก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่า พอกำหนดวันเวลาขึ้นมาแล้ว ท่านเหล่านั้นจะว่างหรือไม่...ตอนนี้ผมก็เลยเปิดโอกาสให้เลือกวันเวลา ว่า ท่านใด ว่างเวลาใด แล้วมาเรียนได้แบบปลอดโปร่งก็ให้โทรมานัดผมแต่เนิ่นๆ ถ้าเราว่างตรงกันก็มาเรียนที่ศูนย์พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ได้เลย อย่างวันเสาร์ที่ 6 กุมภาพันธ์ 2553 นี้ก็เช่นกัน ตั้งแต่เวลาบ่ายโมงถึงห้าโมงเย็น มีผู้ที่โทรศัพท์มานัดเรียนแล้ว หากท่านใดที่ "คิด" อยากจะเรียน ก็โทรมาสำรองที่นั่งเพิ่มได้ที่ 0841406000 (ผู้มาสมัครใหม่ขอค่าสื่อการสอน 990 บาท ผู้ที่เคยมาเรียนแล้วอยากทบทวนก็มานั่งฟังฟรีครับ)
เรียนบล็อกไม่ยากหรอกครับ อย่างกรณีของคุณปุ๊ก น่าจะเป็นตัวอย่างที่ดี พอเรียนไปแล้วลงมือทำก็มีรายได้เกิดขึ้น
ต้นเลกาซี่นี่ก็เช่นเดียวกัน ผมต้องลงมือรดน้ำในปริมาณที่พอเหมาะอย่างต่อเนื่อง เอาไปโดนแดดบ้าง ยกหลบน้ำค้างบ้าง มันจึงเจริญเติบโต แตกหน่อให้เราเห็นกอเพิ่ม
นี่ถ้าไม่ติดว่าคุณปุ๊กขายออนไลน์อยู่ก่อนแล้ว ผมยังคิดอยากจะเพาะขายบ้างเลย
....แต่อันนี้ยังแค่คิดนะครับ..คุณปุ๊กสบายใจ หายห่วงได้
การจัดนิทรรศการถือเป็นเรื่องที่ดี เพราะนิทรรศการส่วนใหญ่จะเป็นการให้ความรู้ เพิ่มพูนสติปัญญาต่อผู้ชม แต่ปัญหาคือจะจัดอย่างไรให้เกิดความน่าดู สมัยก่อน ตอนเรียนหนังสือ คุณครูยังต้องบังคับให้ไปงานนิทรรศการ เพราะต้องไปลอกข้อมูลในบอร์ดนิทรรศการมาตอบคำถามในห้องเรียน หรือจัดทำรายงาน โดยใช้ "คะแนน" เป็นตัวล่อ...
ผมเห็นบรรยากาศของการจัดนิทรรศการมีความน่าสนใจดี และน่าจะเป็นตัวอย่างไอเดียที่ดีสำหรับผู้ที่จะจัดนิทรรศการครั้งต่อไป แต่สิ่งสำคัญคือต้องเข้าใจ "แก่น" และกลุ่มเป้าหมายเสียก่อนว่า จัดทำไม และเพื่อใคร เมื่อตั้งคำถามและหาคำตอบที่ถูกต้องได้แล้ว การจัดอย่างไร ? ก็ไม่ใช่เรื่องยาก....

หรือแม้แต่จักรยานมอลตัน ที่ถูกออกแบบให้ผู้ขับนั่งปั่นได้อย่างไม่เมื่อยก้นถึง 16,093 กิโลเมตร

แม้แต่วิทยุที่ไม่ง้อไฟฟ้า อาศัยเพียงแรงหมุนจากมือคน





สิ่งที่คุ้นตาในอดีต เมื่อมาอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่แปลกใหม่ ก็ให้ความรู้สึกไม่เหมือนเดิมได้
กำเนิด "บาร์บี้" ซึ่งได้แนวคิดมาจากตุ๊กตากระดาษของลูกสาว..
สินค้ารับกระแสโลกร้อน




ดีไซน์เครื่องไฟฟ้า ของไทย (ในอดีต) หวังว่ายังคงจำ "ธานินทร์" ได้
ดีไซน์ไทยในปัจจุบัน

บอร์ดความรู้ขนาดใหญ่ มีเจ้าหน้าที่ของ สสว. คอยให้คำแนะนำ อาจจะเป็นเพราะวันแรก คนที่มาเยี่ยมชมเลยดูบางตาไปหน่อย...ผมเองก็คิดว่าทำบอร์ดใหญ่เกินความจำเป็น โดยเฉพาะทางสัญจร ถ้าคนน้อยก็จะดูโหรงเหรง และถ้าคนเยอะก็ต้องยืนอ่านกีดขวางทางเดิน เสียค่าเช่าพื้นที่แพงเกินเหตุ สู้เอามาทำ CD แจกให้ความรู้ที่เป็นประโยชน์กับ SMEs จะดีกว่า (ที่สำคัญต้องแจกให้กับคนที่ใช้ประโยชน์ได้จริงๆ)
พื้นที่แสดงนิทรรศการ อยากให้ผู้จัดงานนี้ ลองศึกษา โถงทางเข้า ศูนย์ TCDC ที่เอ็มโพเรียม ดูว่าขนาดพื้นที่เล็กๆ เขาก็ยังจัดให้มีคุณค่า น่าดูได้ ถ้าบอร์ดการศึกษาจัดแล้วไม่มีคนดู ก็รังแต่จะเกะกะ รกหูรกตาเปล่าๆ
บู๊ทจากหน่วยงานต่างๆ ที่ให้คำแนะนำแก่ผู้ประกอบการ SMEs
เพิ่งรู้วันนี้เองว่า "แพนเค็ก" นางเอกช่อง 7 สี ก็เป็นเจ้าของธุรกิจ ตุ๊กตาหมี!!!
ด้านหลัง มีราคา 180 บาท และบาร์โค๊ด แต่ที่เท่คือใช้วิธีการซ้อนของกระดาษปิดโดยไม่ใช้กาวหรือเทป
เปิดออกมามีแสตมป์ 5 ดวง (ถือเป็นจุดแข็งของไปรษณีย์ ที่ใครจะลอกเลียนแบบไม่ได้ ส่วนขวาล่างสุดเป็นที่เก็บซีดีเพลง ซึ่งออกแบบได้แนวมาก...)
ด้านหลังเป็นประวัติของ "ครูเอื้อ" และเมื่อแกะแผ่นพับที่เก็บซีดีออกมาจะเห็นรายละเอียด บ้านที่เป็นเหมือนพิพิธภัณฑ์
เมื่อพับตามแบบก็จะได้ "บ้านครูเอื้อ" เหมือนจำลองมาจากอัมพวาเลยเชียว




อีกชุดเป็นเรื่องของลูกลิง ที่ประสบอุบัติกลางถนน และช่วงเสี้ยววินาที ที่หมาดำ (อีกแล้ว...ไม่รู้ตัวเดียวกับไอ้ตัวบนหรือเปล่า) จะเข้าขย้ำ ลิงตัวแม่ก็โดดเข้าสะกัดเต็มกำลัง จนเป็นที่สนใจของผู้ผ่านไปมาแถวนั้น (แปลกแฮะ...เรื่องนี้คนไม่อยากยุ่ง ถือว่าเป็นเรื่องของครอบครัวลิง)




